ทิ่มให้สุด

  • โตขึ้นอยากเป็นอะไร
  • อนุบาล – นักวาดการ์ตูนแก๊ก
  • ประถม – คนทำเว็บ นัดวาดคอนเสปอาร์ต
  • มัธยมต้น – แรกๆก็วาดการ์ตูน วาดเป็นรูปๆลงบอร์ดให้คนวิจารณ์ แต่ต่อมาก็สนใจงานกราฟิกดีไซน์แบบจริงจังมาก ส่งงานไปแจมงานที่ให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วม โตมากับวัฒนธรรมอินเตอร์เน็ต โพสงานลงเว็บบอร์ดแล้วพูดคุยกับหลายๆคนที่แก่กว่า จะแก่กว่ากี่ปีก็ไม่มีระยะห่างงี้ คือดีมาก
  • มัธยมปลาย – ก็ยังเป็นงานวาดๆ กราฟิกๆ แต่มีทำหนังถ่ายรูปมาเพิ่ม มีจ้อบออกแบบ วาดภาพ ทำหนังสือ ทำโลโก้อยู่เรื่อยๆ
  • ปี 1 – ช็อค รู้สึกว่าการเรียนรู้ที่ผ่านมาไม่มีความหมายในระบบศึกษา อยู่กับเมาส์ปากกามาตั้งแต่เด็ก ใช้พู่กันไม่เก่ง ลงสีน้ำไม่เก่ง คราฟต์ไม่เก่ง รุสึกด้อยๆในห้องเรียนเลยหนีไปประกวดแอด หนีไปทำโมชัน ทำวีดีโอ กูคราฟต์ไม่เก่งก็ต้องมีที่ยืนที่อื่นงี้ / ช็อคสุดคือวัฒนธรรมการเรียนรู้ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา การเรียนรู้ไม่เคยเป็นของสูง สมัยที่เรียนกับพวกพี่ในเว็บบอร์ดเอาจริงก็เป็นรุ่นใหญ่ทั้งนั้น แต่เขาวางตัวเท่าๆกับเรา ไม่เหมือนบรรยากาศในโรงเรียน / จริงๆ ชอบวิชาการมาก เสียดายที่เรียนวิชาการเรียนแต่ห้องเรียนใหญ่ยักษ์เลยไม่มีโอกาส discuss กับอาจารย์ / ไปเจอพี่คนนึงในงานเฟรชชี่ไนท์ แกบอกชอบอะไรให้ทิ่มให้สุด เป็นคำที่ติดหัวมาถึงทุกวันนี้
  • ปี 2 – ใช้ทักษะการวาดหาเลี้ยงชีพแบบงงๆ เริ่มคิดเยอะละว่ากูชอบอะไรกันแน่ เพราะหลายคนก็ดูจะมีทักษะที่ตัวเองชอบ แต่ทำไมเรายังหาไม่เจอซะที เหมือนเราแค่อยากทำนั่นนี่เป็น พอทำเป็นประมาณนึงแล้วก็จะไม่อยากทำต่อ (ทำเป็น = รับงานจ้างโดยไม่บอกเค้าว่าเป็นนักศึกษา ประกวดแล้วชนะงี้ ) ถึงจุดนึงจะเริ่มเอ๊ะ ว่านี่ใช่จริงๆเหรอ  / ไฟในการเรียนรู้เริ่มเฉา
  • ปี 2 เทอมปลาย – ทำงานประจำไปด้วย รับผิดชอบตัวเองทุกอย่าง แรกๆก็เฮิร์ทเพราะไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อนเหมือนเมื่อก่อน แต่อ่านกฤษณะมูรติแล้วเฮิร์ทกว่า เกือบลาออกเพราะรู้สึกว่าการศึกษาที่เหมาะกับเราไม่ได้อยู่ในโรงเรียน การศึกษาของเราคือความอยากรู้อยากเห็นที่เคยมีเยอะมาตลอด (จนกระทั่งมาหมดตอนเข้ามหาลัย) ตั้งคำถามเยอะว่าเราทำสิ่งต่างๆไปทำไม
  • ปิดเทอมปีสอง ออกไปท่องโลกกว้าง เป็นช่วงที่ทำงานกับจิตวิญญาณเป็นส่วนใหญ่ เริ่มรู้สึกว่าการเลือกอะไรสักอย่างเพราะแค่ทำได้หรือมีความถนัดมันไม่พอ ยังเหลือด้านนึงที่เราไม่ค่อยได้ดูแลมันให้ดีๆก็คือด้านจิตวิญญาณ ด้านความหมายของการใช้ชีวิต
  • การท่องโลกนี้เองที่ทำให้เปลี่ยนใจ จากตอนแรกที่คิดว่าจะเรียน ad เพราะจะได้คิดเยอะๆ (ถนัดคิดงี้) ก็ไม่อยากเรียน ad แล้ว เพราะถึงจะคิดจะทำ ad ได้ แต่จิตวิญญาณเราไม่อินด้วยก็คงไม่โอเค / ตั้งคำถามว่าเราอินกับอะไร / ค้นพบว่าสิ่งที่อินเปลี่ยนไปจากตอนเป็นเด็กมัธยมโดยสิ้นเชิง อย่างตอนมัธยมเราอาจจะอินกับศิลปะ ความสวยงาม การแสดงออกทางประสบการณ์ของปัจเจก ของอารมณ์ไรงี้ แต่พอลงพื้นที่ทำงานกับปัญหา เจอความเหลื่อมล้ำ เจอความไม่ยุติธรรม ก็รู้สึกอินกับปัญหาขึ้นมาแทน
  • ซึ่งการเปลี่ยนอะไรพวกนี้มันเป็น Point of no return เห็นปัญหาไปแล้ว เราลบมันออกจากความทรงจำไม่ได้ จากที่อินกับการ decorate ก็เปลี่ยนไปอินกับความเป็นจริงหรืออินกับ function แทน
  • เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่มาก เพราะถ้าจะเข้าใจการทำงานของระบบและเห็นผลลัพธ์ได้ จะต้องมองโดยตัดการตกแต่งออกไปให้เหลือแต่ข้อเท็จจริง หรือมองการตกแต่งในฐานะขั้นตอนที่ให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ วิธีคิดและการให้คุณค่าแม่งเปลี่ยน ทีนี้เหลืออีกสองปีกับการเรียน decorate จะอยู่ต่อยังไง?
  • ปี 3 – ได้เลือกวิชาเรียนแบบเฉพาะด้านซะที แต่สายไปละ ไม่เหลือความสนใจในด้าน decorative ละ (ยิ่งไปทำบริษัท ก็ชอบงานระบบ งานคอนเท้น แล้วก็คิดว่าถ้าคราฟต์ไม่เก่งเราจ้างคนเก่งมาทำก็ได้นี่หว่า) / ลงเรียนวิชาที่อาจารย์เข้าใจเรา แล้วก็เอาเวลาที่เหลือหลังเลิกเรียนไปทำอะไรนอกห้องเรียนกับยังฟิม / สนใจงานสังคม วัฒนธรรม การเมือง แบบจริงจัง รู้สึกว่าเจอแพชชั่น / เป็นช่วงที่ลงคอร์สนอกเยอะมาก ทำให้ได้รู้จักศาสตร์เกี่ยวกับความคิดหลายๆศาสตร์ ทั้ง System Thinking, Human Centered Design, Service Design ไรงี้
  • ปี 4 – ชินกับการอยู่นอกมหาลัยเป็นหลัก ชีวิตเริ่มสมดุล กลับมาเรียนแบบ neutral ได้ละ คือไม่ได้เรียนไปอึดอัดไปเหมือนปีก่อนๆ อาจเพราะอาจารย์เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้จาก teacher มาเป็น mentor ก็เลยเข้าทางของนี่มากขึ้น / เจออาจารย์ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ส่วนตัวแล้วก็รู้สึกดีต่อหัวใจ นี่แหละที่ฉันตามหา / ทำสเปในเรื่องที่อยากทดลอง ทำทีสิสในเรื่องส่วนตัว จะได้มีแรงทำให้จบแบบไม่ทุกข์
  • รักการเรียนจบที่สุด เพราะไม่มีพันธะ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องตามใคร ตัดสินใจเลือกชีวิตเองทั้งหมด โคตรดี
  • หลังจากโบยตีตัวเองในช่วงปีหลังๆของการเรียน ก็เรียนจบในจังหวะที่งานมั่นคงพอดี ไม่มีปัญหาเรื่องเคว้งหรือต้องปรับตัวกับชีวิตวัยทำงาน (เพราะเฮิร์ทไปแล้วตั้งแต่ตอนปี 2) แถมงานยังเลือกได้ด้วยว่าจะทำกับใครบ้าง / แต่อยู่แบบนั้นได้ 3 เดือน ก็อยากทำผลงานที่อิมแพคจริงๆจังๆ รู้สึกว่าพัฒนาความคิด งานทฤษฏีมาเยอะแล้ว ลองผิดลองถูกมาเยอะแล้ว อยากมีประสบการณ์ที่เคลมได้จริงๆบ้าง
  • ถามตัวเองว่าถ้าอยากสร้างประสบการณ์เพื่อเป็น specialist ในอะไรสักอย่าง อยากศึกษาเรื่องอะไร
  • สิงหาคม 59 – มีงานอาสาสมัคร graphic design ไปฝรั่งเศส หลายๆคนก็เชียร์ให้ส่ง แต่โคตรคิดเยอะทั้งๆที่ก็น่าจะส่งได้ (เพราะได้ภาษาด้วยงี้) แต่ไม่ได้ชอบการทำกราฟิกดีไซน์นี่ดิ แล้วตกลงกูชอบอะไร
  • อยู่ๆก็เลยแคะตัวเองออกเฉยเลย ว่าถ้าต้องเรียนต่อเพื่อเป็น specialist ในอะไรสักเรื่อง อยากทำเรื่อง system design ซึ่งมีที่มาจากความสนใจในเรื่องการเมืองและการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ – เราเชื่อว่าระบบที่ดี ได้ผลกว่าการเรียกร้องหาคนดี
  • แรงบันดาลใจที่ชัดที่สุดคือตอนไปกัมพูชา กัมพูชาเป็นประเทศที่ ATM ไม่ทั่วถึง แต่มีระบบของเอกชนที่เอาไว้ส่งเงินข้ามพื้นที่กันแบบ กึ่งแมนวลกึ่งออโต้ แบบเฮ้ย น่าสนใจมาก คิดได้ไงและทำยังไงให้คนมาใช้แบบทั่วถึง / เริ่มสนใจการออกแบบปรับปรุงระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ในโลกที่สามอย่างจริงจัง เช่น งานราชการที่น่าจะ automate ได้ ทำไมไม่ทำให้ง่ายๆ / ทำไมบางประเทศถึงสะอาด / ทำไมสวนสาธารณะของบางประเทศถึงไม่มีคนมาใช้ / user innovation ทั้งหลาย
  • ถ้าให้จำกัดความสายงานที่หมกมุ่นได้ตลอดชีวิตคงเป็นอะไรพวกนี้
  • ซึ่ง สายงานนี้ ไม่มีสอนในระดับปริญญาตรีของไทยแน่นอน  – เฮ้ย ดีแล้วที่ไม่รีบทิ่มให้สุด เพราะช้อยที่ใช่จริงๆ มันไม่มีให้เลือกแต่แรกนี่หว่า (ถ้าไม่บังเอิญไปลงเรียนคอร์สออนไลน์ของ MIT ก็คงไม่รู้ว่ามีชุดความรู้แบบนี้ให้เรียน) หรือพอมาคิดว่าถ้าชีวิตไม่เคยไม่ผิดหวังในระบบการศึกษา สังคม วัฒนธรรม วิธีคิดของชนชั้นนำไทย เราก็คงไม่ได้ออกไปท่องโลกกว้างหรือตั้งคำถามกับชีวิตความเป็นอยู่ขนาดนี้
  • สรุป : เรารู้สึกว่าตอนเรียน คนชอบติดวิธีคิดว่า การเลือกเนี่ย มันคือการเลือกเป็นข้อสอบกากบาท ต้องเลือกอะไรสักอย่างในช้อยที่เขามีมาให้ หลายๆคนก็ใช้วิธีตัดช้อยที่ไม่ใช่ออกงี้ แต่ประเด็นคือชีวิตมันกว้างชิบหาย มันอาจจะมีตัวเลือกที่คนอื่นไม่รู้จักก็ได้ แล้วชีวิตก็ไม่ใช่ข้อสอบด้วย
  • ตอนนี้รู้สึกเหมือนเพิ่งเลือกหัวข้อทำวิจัยได้เท่านั้น ขั้นต่อๆ ไปก็คงหาช่องทางที่จะเรียนรู้และนำไปสู่ผลลัพธ์ให้ได้แหละนะ ทิ่มต่อไปวัยรุ่น *_*

 

 

Advertisements

After Thesis

บันทึกชีวิตหลังส่งทีสิสเสร็จหมาดๆ (เหลือทำเล่มดำ) มีความหยิ่งผยองในอารมณ์

  • ทีสิส จริงๆ สารภาพว่า คิดแบบคนขี้เกียจ เพราะอย่างน้อยคนรับผิดชอบมีเราคนเดียว เกรดก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร งานเชิงทักษะก็ไม่ได้อยากเคี่ยวเข็ญตัวเองให้ทำต่อเพราะชอบงานทำ Content กับบริหารมากกว่า ก็เลยเลือกทำงานที่ปกติไม่ค่อยได้ทำ คืองานที่ได้เล่าเรื่องตัวเอง เพราะช่วงปี 2-4 ต้องทำงานหาเงินเป็นหลัก มีสภาพเป็นนักเรียนพาร์ทไทม์ เอาแค่ทำใจไปเรียนไม่ให้ขาดเกิน / มีการบ้านไปส่งก็ลำบากแล้ว โอกาสเล่าเรื่องตัวเองนี่หายากกว่าโอกาสในการฝึกทักษะ
  • จริงๆ เลือกทำ MV เพลงนี้เพราะเป็นเพลงที่พี่ก๊อก แต่งจากคำที่เราเขียนในปี 2008  ทำขอบคุณพี่ก๊อกที่แต่งเพลงนี้ขึ้นมา (เล่าคร่าวๆคือตอน ม ต้น อีโมมากเรื่องปัญหาครอบครัว วาดรูปดาร์คๆ เขียนระบายเต็มไปหมด พี่ก๊อกมาเจอเลยเอาไปแต่งเพลง) ตอนแรกตีความเรื่องไว้เป็นเรื่องใหญ่ๆ จะสะท้อนให้ออกมาเป็นแนวสังคม การเมือง โลก แต่ได้ อ.พลอย ทักมาว่าจริงๆเราทำเรื่องที่เป็นของตัวเองก็ได้ เลยเลือกเรื่องที่เป็นรากของเพลงนั้นจริงๆ คือมันเป็นเพลงปลอบใจเด็กที่เก็บกดจากความขัดแย้งในครอบครัว (กูเอง)
  • แต่ถึงแม้จะอยากทำงานสนองนี้ดตัวเอง แต่พอทำถึง ต.2 ก็พบว่านี้ดที่กูมีเนี่ยคืออะไรที่กูไม่ถนัดทั้งนั้น แต่หลวมตัวทำไปแล้วก็ทำไป นี่คือสิ่งที่ไม่ถนัดแต่ต้องทำ
    • งานเล่าอารมณ์ : ปกติทำแต่พรีเซนเตชัน อินโฟกราฟิก มันเป็นงานเล่าเรื่องที่ logical มากๆ มีเหตุมีผลมี pattern  แต่ชิ้นนี้ลองทำแบบเล่าอารมณ์ล้วนๆ ซึ่ง พบว่ายาก
    • งานคราฟต์ : รู้สึกว่าตัวเองไม่ขยันคราฟต์เท่าเพื่อนๆ และไม่มีความสุขกับการคราฟต์ภาพ ปกติก็จะโกงด้วยการวาดให้ดูแน่นๆแล้วไปขยับใน AE แต่รอบนี้พยายามจะทำ frame by frame (ที่มาค้นพบอีกว่าไม่ถนัดเลยโว้ยยยย)
    • งานต่อเนื่อง : ปกติชอบทำงานจบเป็นชิ้นๆ เพราะถ้าทำอะไรยาวๆ ลายเส้นจะไม่นิ่ง โดดไปโดดมาตลอด การคุมโทนให้ทั้งงานดูเป็นงานเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ไม่ถนัด ในขณะที่การทำอนิเมชันต้องทำให้ทุกอย่างดูต่อเนื่องกัน
    • งานหลายนาที : เลยต้องโฟกัสเรื่องปริมาณงานด้วย เรื่องนี้ลงเอยด้วยการใช้เทคนิคโกงๆเยอะมาก
  • สิ่งที่ดี : พองานเสร็จ เหมือนได้เห็นตัวเองจากอีกมุม ทำไม first idea ถึงใช้ภาพแบบนี้แบบนั้น ทำไมช่วงแรกของเรื่องที่พูดถึงความเก็บกดเศร้าระทมถึงชัดเจนมากๆ แล้วทำไมช่วงที่ก้าวข้ามมาได้เนี่ยถึงดูแอ๊บแตก   // ก็เพราะมันเป็นยังงั้นในชีวิตจริงด้วย ช่วงระทมนี่กินเวลาไม่ต่ำกว่า 7 ปี แต่ช่วงเบิกบานเพิ่งจะเป็นเร็วๆนี้ ปีสองปีไม่เกิน ภาพมันเลยเบลอๆ ไม่เห็น structure ของอารมณ์ในหัว เพราะก่อนหน้านี้คิดไม่ออกจริงๆ ว่าเราจะกลับมามีความรักอย่างเต็มหัวใจได้ยังไง แต่มันมีว่ะ
  • เพิ่งรู้ตัวว่าสัญลักษณ์ในงานดูศาสนาคริสต์มาก TvT (พ่อเรานับถือคริสต์) อาจจะเป็นเพราะแนวคิดเรื่องความรักนี่แหละที่ยึดเหนี่ยวเราเอาไว้ ตอนนั้นสภาพความสัมพันธ์จะชิบหายขนาดไหน แม่ก็จะสอนให้เชื่อในความรัก
  • ชิวมาตลอดจนกระทั่งสัปดาห์สุดท้ายที่ต้อง lead รายการทีวีไปด้วยรายการนึง เป็นรายการที่บทบาทความรับผิดชอบสูงมาก เพราะเป็นเฮดของรายการจ้า ทุกคนรอการตัดสินใจของข้าพเจ้า ถ้าทำไม่ทัน ทำไม่ดี ความเสียหายที่เกิดจากความบกพร่องของเราน่าจะหลายแสน – พอเป็นงานทีวี มีนรก มีเวลาทำ 7 วัน คือส่งหลังทีสิส 2 วัน สติแตก เพราะก็อยากให้ทีสิสดี อยากให้งานรายการดี โชคดีที่ซ้อนกันแค่สัปดาห์สุดท้าย
  • วันส่งทีสิสร้องไห้ตลอดเช้า ทำไปร้องไห้ไป เครียดเรื่องทำรายการ บ่ายๆขับรถไปส่งงาน กลับบ้านมาปั่นรายการต่อ แต่โล่งขึ้นมาก อารมณ์แบบหมดแล้วโว้ย กลับไปปั่นงานต่อรัวๆ
  • วันพรีเซ้นก็ยังคงปั่นงานรายการต่อรัวๆ แต่โมเม้นตอนพรีเซ้นและหลังพรีเซ้นนี่น่าจดจำ
  • ฟีดแบกรอบนี้โดยรวมคือ
    – มีเรื่องที่เราประมาทจริงๆ (สีออกจอใหญ่เพี้ยน คนดูไม่สังเกต แต่เราสังเกต) ปริ้นโปสเตอร์ออกมาแล้วตัวหนังสือที่ทำจางๆ มันจางไป
    – มีเรื่องที่ดีได้กว่านี้ เช่น คอมโพสโปสเตอร์ ถ้ามีเส้นนำสายตาอีกหน่อยก็จะสื่อสารขึ้น สวยขึ้น
    – มีเรื่องที่ทำได้ดีขึ้น แต่ก็พลาดมาตั้งแต่ตอนวางแผนสตอรี่บอร์ด คือเรื่องการ Hold อารมณ์คนดูให้อยู่ใน 5 นาทีอย่างมีคุณภาพ มันก็ดีแบบเรื่อยๆ แต่จบไม่พีค // อันนี้เกี่ยวกับทักษะการผลิตด้วย เพราะเป็นคนวาดมุมแปลกๆไม่เก่งเลยไม่กล้าวาด ถ้าวาดเก่งกว่านี้ เร็วกว่านี้ ก็น่าจะดีขึ้น (ต้องใช้เวลาฝึกฝน เห้อ)
  • อยู่ๆก็เข้าใจอาจารย์มากขึ้น ว่าการมองงานในฐานะ design study เนี่ย ก็คือการพยายามผลักความสามารถตัวเองออกไป ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เลยไม่แปลกที่งานจะไม่มีจุดพอใจซักที ซึ่งอาจารย์ก็ช่วยเราทำหน้าที่นั้น // ต่างจากการทำงานหาเงิน ที่เป้าหมายคือการบาลานซ์ระหว่างคุณภาพงานกับความคุ้มทุน
  • ซึ่งความทำให้พอดีทุนเนี่ย ติดเป็นสันดานไปแล้ว
  • อาจารย์ที่สนิทก็เหมือนจะรู้ 55555 คือ อ. อื่นๆก็จะทักเรื่องเชิงเทคนิค แต่คนที่สนิทมักจะทักโดยใช้เซนส์  เช่น อ.โชติหลังไมค์มาบอกว่าดูแล้วเฉยๆ เหมือนนานาน่าจะทำได้พีคกว่านี้ / อ.โจ้ ที่มาเม้นเฟซบุคว่าจริงๆคุณมีอะไรพิเศษแต่ชอบหาทางลัด / อันนี้สะเทือนใจกว่าโดนทักเรื่องเทคนิค รู้สึกว่าถูกจับได้ 55555
  • โดยรวมก็พอใจกับทีสิส อยู่ในมาตรฐานที่กะเอาไว้ ในขอบเขตเวลาที่มี ความสามารถที่มี และภาระอื่นๆนอกจากการเรียนในโรงเรียน // มีโมเม้นที่แอบคิดว่า งานคงดีกว่านี้ถ้าเลือกทำอะไรที่ถนัด เช่นงานสั้นลง ใช้เทคนิคที่ง่ายขึ้น แต่คิดอีกทีก็ดีแล้วที่ได้ลองทำสิ่งที่หาโอกาสทำได้ยาก เอาจริงๆ ก็เป็นการให้ความมั่นใจตัวเองด้วยว่าทำงานที่ออกมาจากตัวเองบ้างก็ดี
  • พอส่งทีสิสเสร็จ ส่งรายการเสร็จ ก็มีไฟจะทำงานตัวเองหลังเรียนจบเฉยเลย อยู่ๆก็เลิกสับสนระหว่างงานได้เงินกับงานสนองนี้ด เพราะถ้าอยู่ในจุดที่งานได้เงินมีรายได้เยอะพอ ก็จะเลือกได้มากขึ้นว่าอยากใช้เวลาทำอะไร (Maslow) – บังเอิญว่ามาถึงจุดนี้ตอนเรียนจบพอดี คือรู้สึกว่า งานเงินอยู่ในจุดที่เลือกได้ เรียนไปทำงานไปก็ทำมาแล้ว ก็น่าจะทำเงินกับทำสิ่งที่อยากทำพร้อมกันได้นะ
  • และแม้จะเกลียดความสามารถของตัวเองในการทำทีสิส แต่ก็รักงานชิ้นนี้เพราะมันเป็นเรื่องของเรา ๕๕๕๕๕ ดีใจมากๆที่เลือกทำทางนี้ เพราะตลอด 2 ปีที่ทำงานมา ไม่มีโอกาสทำงานเล่าเรื่องตัวเองในงานจ้างเลย อันนี้ต้องขอบคุณ อ.พลอยแรงๆ คนที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษก็จะเป็นแก๊ง อ.ธนาธร อ.โจ้ อ.โชติ ที่ไม่เคี่ยวเข็ญเราไปในทางที่ไม่อยากไป และก็ดูเข้าใจมากๆว่าเรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่
  • ซึ่งตลอดชีวิตการศึกษาที่ผ่านมา ถ้ามีไรอยากบอกอาจารย์ ก็จะบอกว่าอาจารย์ที่เข้าใจเราสำคัญมาก เพราะการทำให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานเนี่ยไปหาเอาที่ไหนก็ได้ (ถ้าไม่ได้เป็นเรื่องที่เฉพาะตัวคนสอนจริงๆ) อย่างวิชาเพนท์ของ อ.สุพจน์ ก็ดีใจที่ลงเรียน เรื่องเทคนิคก็ได้ แต่ที่น่าจดจำคือ อ.ทำให้เรากลับมาชอบการวาดรูปเล่นอีกครั้ง หลังจากที่เลิกๆไป
  • สรุปแล้ว ก็เป็นทีสิสที่คู่ควรแก่การเป็นงานจบจริงๆ ถ้าไม่นับเรื่องการแสดงความสามารถ อย่างน้อยสำหรับคนที่เกือบๆจะลาออกหลายครั้ง เล่าเรื่องการเดินทางครั้งสำคัญของชีวิตนี่แหละถูกต้องแล้ว
  • พี่ก๊อก – มันเป็น Special Flight จริงๆพี่

Easternize Amarican Cities : สัมภาษณ์ Ma Yansong สถาปนิกชาวจีนที่กำลังฮอตสุดๆในอเมริกา

บทสัมภาษณ์ต้นฉบับจาก FastCo.design อ่านแล้วชอบเลยเอามาแปลลงเพจเกรียนศึกษา+แปะบล็อก

อนาคตของการพัฒนากำลังเรียกร้องให้พวกเราทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเสียใหม่ ประสบการณ์ที่ผ่านมาในยุคอุตสาหกรรมจะต้องถูกประเมินอย่างอย่างระมัดระวัง ต้องนำความสมดุลระหว่างเรากับโลกของธรรมชาติให้กลับมาอีกครั้ง

Ma Yansong เป็นคนจีนโดยกำเนิด อายุ 40 ปี มีผลงานมากมายทั้งในจีน อเมริกา และประเทศอื่นๆ สำนักงาน MAD ของเขามีสาขาทั้งในปักกิ่ง, L.A. และนิวยอร์ค

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่โลกตะวันตกจะเปิดรับปรัชญาตะวันออก? Yansong กำลังจะอธิบายให้เราฟังในบทสัมภาษณ์นี้

Co.Design : กระบวนการทำงานและท่าทีของคุณแตกต่างจากสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่างไร

     ผมคงจะบอกว่าสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกมัน logical สุดๆ พวกเค้าเริ่มกระบวนการด้วยการวิเคราะห์หาเหตุผลและพยายามหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด” เหมือนกำลังหาคำตอบให้สมการเลข ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นที่ประเทศจีนเหมือนกันและผลลัพธ์ที่เราได้คือตึกส่วนมากดูเหมือนๆกันไปหมด … พวกเขากำลังใช้สูตรเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม

ปี 4 เทอม 2

กำลังทำทีสิสอยู่ เพิ่งผ่าน ต.2 ไป และกำลังจะอู้งานไปเที่ยว จบ

ชีวิต ยังคงงงๆ กับชีวิต
ทั้งที่หลายอย่างเป็นรูปเป็นร่างและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ (โดยเฉพาะเรื่องการเงิน)
มีความสุขมากแต่ไม่รู้งงอะไรเหมือนกัน

ความอยากเดิมๆที่ยังไม่ได้ทำก็ยังอยากอยู่
อยากเรียนเต้นระบำ โหนผ้า ปั้นเซรามิก เรียนฝรั่งเศสเรียนอังกฤษ
อยากทำศิลปะสนุกๆ

ในภาพรวมดูโหยหาความสนุก ซึ่งน่าจะดีล่ะมั้งนะ

23, ปี4 เทอม1

กำลังจะจบเทอมหนึ่งแล้ว จะต้องเสนอทีสิสในอีกประมาณ 30 วัน
เมื่อกี้อาบน้ำอยู่ๆก็ได้หัวข้อทีสิส เรียบเรียงสิ่งที่ถอดจากความคิดได้ดังนี้

  • บางงานที่เราทำก็ทำด้วยท่าทีแบบ go forward มุ่งหน้าหาอะไรใหม่ๆ
  • บางงานที่ทำก็ทำด้วยท่าทีแบบ dig down
    คือมีของอยู่แล้วแต่ขุดสิ่งที่ดีที่สุดของสิ่งนั้นออกมา

งานแบบ go forward คืองานแบบสเปเชียลที่ทดลองทำบอร์ดเกม

งานแบบ dig down ก็คืองานแบบภาพประกอบ ที่เรียกเอาเรื่องส่วนตัวขึ้นมาใช้ได้ทันที งานที่เหลือคือ bring the best ให้ออกมาให้ได้เท่านั้น

 

ตลกดีเหมือนกันเพราะตอนแรกเหมือนจะเกลียดภาพประกอบไปแล้ว
แต่พอถึงปี 4 ก็กลายเป็นสิ่งที่รักที่สุดในงานทักษะทั้งหมด

เกลียดอะไรได้อย่างนั้น หรือความรักก็คือการอยู่กับความเกลียดให้นานพอกันแน่นะ

1st Time Pitching

วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ขายงานที่ตัวเองมีส่วนร่วมด้วยค่อนข้างมาก
มากขนาดไหน?

  • หาคอนเท้น
  • เขียนคอนเสป
  • เขียนบท
  • ทำกราฟิกเอง
  • ทำเดโมเอง
  • อนิเมทเอง
  • ทำวีดีโอพรีเซ้นเอง

ต่อจากนี้เป็นบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะนี้
อ่านเพิ่มเติม

Passion

ได้ยินคำว่า แพชเชิ่น บ่อยมากในช่วงนี้ จะทำอะไรก็ต้องมี แพชเชิ่น
เลยลองลิสต์เล่นว่าตัวเองสนใจเรื่องอะไร โดยดูจากฟีดในเฟซบุค

สนใจ

  1. ความคิด วิธีคิด ตรรกะเหตุผล
  2. การสื่อสารด้วยภาพและถ้อยคำ (เสียงนี่พยายามอยู่)
  3. อุดมการณ์มนุษยนิยม เสรีนิยม
  4. กลยุทธ์การโน้มน้าว
  5. งานออกแบบ นวัตกรรม
  6. maker movement
  7. internet
  8. การบริหาร (เงิน คน เวลา)

ชอบทำ

  1. เขียน เล่าข้อเท็จจริงทั่วไป และวิเคราะห์
  2. อ่าน ส่วนมากก็นำไปสู่การวิเคราะห์อยู่ดี
  3. วาดรูป ในเรื่องที่อยากเล่า
  4. ทำสื่อ ในประเด็นที่อยากเล่า
  5. กลิ้งกลุ๊ก

ขัดแย้งกับ / ทำไม่ได้

  1. อุดมการณ์อำนาจนิยม (เชิดชูผู้ใหญ่ เชิดชูยศ เชิดชูฐานะ อะไรก็ตามที่ทำให้คนไม่เท่ากัน)
  2. ทำอะไรก็ได้ เพื่อขายอะไรก็ได้

อยากทำ ในเร็วๆนี้

  1. ทำงานที่มีคุณค่า มีความหมาย
  2. ทำงานตามใจตัวเอง

ก็โน๊ตเอาไว้