โจทย์งานออกแบบในโรงเรียน กับโจทย์งานออกแบบในวิชาชีพแตกต่างกันอย่างไร?
 
ปกติแล้วหนังสือออกแบบจะนำเสนอแนวคิดในมุมของเอเจนซี่หรือดีไซเนอร์มืออาชีพใช่ะ พอดีเมื่อวานไป Big Bad Wolf Book sale 2016 in Bangkok มา แล้วบังเอิญเจอหนังสือเกี่ยวกับโจทย์วิชาออกแบบ เล่าผ่านมุมผู้สอนและผู้เรียนในโรงเรียนออกแบบนานาชาติ (หนังสือเก่าแล้วเขียนในปี 2009)

ความแตกต่างน่ะหรือ? ลองคิดง่ายๆว่าถ้าจะเสียเงินจ้างใครสักคน เราคงจ้างคนที่ไว้ใจได้ จ้างคนนี้งานจะออกมาตรงตามความคาดหมายแน่ๆ งานไม่พังแน่ๆ ทำวิจัยตลาดแล้วขายได้แน่ๆ แม้จะคาดหวังแบบกว้างๆ เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้ทดลองอะไรใหม่ๆ แต่อย่างน้อยนักออกแบบก็ต้องไม่ทำงานที่จ้างผิดพลาดหรือพัง

ในขณะที่โจทย์เพื่อการศึกษา จะเป็นโจทย์ที่ “ผลักดันนักออกแบบให้เกิดศักยภาพใหม่ๆ และก่อให้เกิดการเรียนรู้”

ในบทแรกของหนังสือจะพูดถึงโจทย์ที่ดี ที่ผู้สอนหลายๆคนเห็นร่วมกันว่าควรมีคุณสมบัติดังนี้

 
  1. Challenge : โปรเจกต์มีข้อมูล วัตถุดิบ และตัวแปรที่เพียงพอที่ ทำให้นักเรียนสามารถทดสอบทักษะของตัวเองได้ – และในผลลัพธ์สุดท้าย เซอร์ไพรส์ทั้งอาจารย์ทั้งตัวนักเรียน
  2. Inform : โปรเจกต์เต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งใหม่จากการทำสิ่งใหม่
  3. Elevate : โปรเจกต์ยกระดับนักเรียน แต่ละโปรเจกต์จะขับเคลื่อนนักเรียนไปสู่ทิศทางใดทิศทางหนึ่งระหว่าง ทำสำเร็จ กับทำผิดพลาด แต่อย่างไรก็ตาม นักเรียนจะมีโอกาสได้วิพากษ์วิจารณ์และซึมซับบทเรียนที่แท้จริงได้ผ่านการทำผิดพลาดเท่านั้น เพราะความผิดพลาดไม่อาจสร้างพอร์ทสวยๆแต่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในระยะยาว
 
หนึ่งในงานที่ยากที่สุดของผู้สอน จึงไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการออกแบบชั้นเรียนที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้นักเรียนกระหายที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ^^

ลองมาดูโจทย์ที่เป็นตัวอย่างในหนังสือกันสักโจทย์  แบ่งเป็นมุมมองของผู้สอนและมุมมองของผู้เรียน


Project : The Urban Studio
Teacher : James Victore
Subject : Advertising and Design, School of Visual Arts, New York, New York, USA

4003

ในฐานะผู้สอน ช่วยอธิบายโปรเจกต์นี้หน่อย

โปรเจกต์นี้ชื่อ The Urban Studio เราต้องการให้นักเรียนได้งานเสร็จสมบูรณ์มาหนึ่งชิ้น, เป็นงานที่ไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยพาณิชย์ และเป็นงานที่เข้าถึงคนทั่วไปในเมืองนิวยอร์ค

เราอยากให้นักเรียนได้ลิ้มรสชาต การทำงานที่เสร็จสมบูรณ์ พอลิ้มรสนั้นแล้วนักเรียนจึงเกิดความกระหายที่จะทำให้มากกว่านี้

แต่ในความเป็นจริง คลาสเน้นความสำคัญไปยังความกล้าหาญ เราผลักให้นักเรียนไปอยู่ในสถานการณ์ที่กราฟิกดีไซน์ไม่ได้ทำงานโดดๆแต่พวกเขาต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในที่สาธารณะ

มันก็เกินความคาดหมายนะ

 

โปรเจกต์นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ความผิดหวัง! ผมผิดหวังกับการปฏิสัมพันธ์แบบโฆษณาๆ*
อีกอย่างผมผิดหวังกับที่ปรึกษาอาวุโสของนักเรียนด้วย

( *เดาจากคนแปล ปกติเวลาเรียนออกแบบมักจะได้เรียนในเชิงพาณิชย์ ต้องขายของ ต้องตอบโจทย์ ต้องตอบสนองอุตสาหกรรม อาจารย์คงเบื่อมากเลยลองให้โปรเจกต์ที่ได้ทำงานกับความเป็นมนุษย์ทั่วไปดูบ้าง)

 

คุณหวังจะได้รับอะไรจากนักเรียนในโปรเจกต์นี้บ้าง

ผมหวังว่าพวกเขาจะตื่นเต้นกับกราฟิกดีไซน์มากขึ้น

 

มีอะไรเซอร์ไพรส์ในโปรเจกต์นี้บ้าง

พอเราทำโปรเจกต์นี้นอกห้องเรียน มีสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เกิดขึ้นเยอะ เช่น การร่วมงานกับคนอื่นๆ อย่างตำรวจ โฮมเลส นักเรียน ไปจนถึงชาวเมืองนิวยอร์ค

มีนักเรียนของเราคนหนึ่งทำแคมเปญ Free Hugs (ให้ใครก็ได้เข้ามากอด) เป็นเวลายี่สิบนาที ผลลัพธ์ที่ได้มันจริง และเราพบว่ามนุษย์เนี่ยดีกว่าที่คิด

มีนักเรียนอีกคนเป่าลูกโป่งฟองสบู่แถวๆ Union Square ซึ่งเป็นจุดที่มีคนประมานเจ็ดพันถึงหนึ่งหมื่นคน

 

คุณพบสิ่งที่คุณคาดหวังรึเปล่า

น่าจะนะ พอดีเป็นคนที่มีความคาดหวังสูง ผมอาจจะต้องรออีกหน่อยเพื่อให้ได้เห็นว่านักเรียนเหล่านี้จะเป็นมืออาชีพประเภทไหนในอนาคต

 


ในมุมของ Irina Lee (นักเรียน)

Screen Shot 2016-08-17 at 4.17.08 PM

คลาสเรียนไหนที่คุณประทับใจที่สุด?

โปรเจกต์ Urban Studio อาจารย์ให้พวกเราออกแบบสัญลักษณ์บนถนน และให้พวกเรานำมันไปติดตั้งบนพื้นที่สาธารณะ ในตำแหน่งที่คนจะมองเห็นได้

โปรเจกต์ “My Mom/ Your Mom” เลยเกิดขึ้น : ฉันทำป้ายเตือนให้แม่นัดตรวจรังสีเต้านม

 

อธิบายหน่อยว่าทำไมคุณถึงสนใจมันเป็นพิเศษ

โปรเจกต์นี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของฉัน แล้วมันเป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญ แม่ของฉันเพิ่งตรวจพบเนื้องอกมะเร็งเต้านมอายุห้าปี อันที่จริง มันเป็นมะเร็งประเภทที่ตรวจพบและรักษาได้ง่ายถ้าตรวจแต่เนิ่นๆ

แม่ไม่เคยตรวจมะเร็งเต้านมเลย ถ้าฉันรู้มาก่อนฉันคงจะเตือนให้แม่ไปตรวจเป็นประจำ เราจะได้รักษาได้ตั้งแต่ปีแรกๆ  ฉันเลยคิดว่า ถ้าเราให้ความรู้กับลูกๆ ทุกคน ให้ดูแลสุขภาพของพ่อแม่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากคลาสนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ฉันได้ก้าวข้ามความกลัวของตัวเอง

อาจารย์บอกว่างานที่ดีมากๆ จะต้องออกมาจากความรักที่ยิ่งใหญ่หรือความกลัวที่ยิ่งใหญ่ เขาสอนให้ฉันดีไซน์ออกมาจากหัวใจ และทำไปให้ไกลกว่าการทำอะไรก็ได้ โปรเจกต์นี้พาฉันไปเผชิญหน้ากับความกลัวอย่างใกล้ชิด และนำพาความกลัวออกไปจากตัวฉัน เป็นคลาสที่มีพลังและมีความหมายอย่างไม่น่าเชื่อ

คุณอยากได้อะไรจากการเรียนการสอนในห้องเรียน

ฉันอยากได้โปรเจกต์ที่ทำให้ฉันกลัว ฉันอยากก้าวข้ามเซฟโซนของตัวเอง ฉันอยากได้คลาสเรียนที่สร้างความแตกต่าง

 

คลาสเรียนแบบไหนที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ

มันต้องเป็นเรื่องเฉพาะตัวน่ะ โปรเจกต์นั้นๆจะต้องโดนกับประสบการณ์และความรู้สึกของฉัน ฉันเรียนรู้ว่าถ้าเราทำอะไรที่โดนจริงๆ ทำน้อยจะได้มาก คุณพูดแค่นิดเดียวแต่คนเป็นพันๆ คล้อยตามคุณได้งี้

 

คุณชี้วัดคลาสเรียนที่ประสบความสำเร็จไว้อย่างไร

เมื่อคลาสเรียนมีชีวิตในตัวเองและเริ่มยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณ คุณค้นพบว่าคุณเป็นเจ้าของมันและคุณต้องทำงานกับมัน คุณพบว่าคุณไม่ยอมหยุดอยู่แค่การทำให้เสร็จๆ แต่คุณได้การก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และคุณยังคงขยายขีดจำกัดของคุณไปเรื่อยๆ แบบนี้ล่ะมั้งถึงเรียกว่าประสบความสำเร็จ

 

มีคลาสเรียนที่เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของคุณบ้างไหม

ทุกงานที่ฉันทำใน Urban Studio สอนให้ฉันแก้ความเข้าใจผิด (unlearn) ในทุกๆอย่างที่ฉันเคยคิดเกี่ยวกับการดีไซน์ ตอนแรกที่เข้าคลาสนี้ฉันโฟกัสที่การดีไซน์แบบเนี้ยบกริ๊บสุดๆ พยายามทำให้อะไรๆถูกต้องไปซะหมด แต่อาจารย์บอกฉันว่า ดีไซน์จะว่างเปล่าทันทีถ้ามันไม่มีความเฉพาะตัว (personal)

เขาช่วยหาวิธี ว่าทำอย่างไรเราจึงจะกล้าหาญและได้ทดลองทำอะไรเสี่ยงๆ

จะมีประโยชน์อะไรถ้างานนั้นๆ ไม่สัมผัสและไม่หยิบจับอะไรจากข้างในตัวเรา ?

ก่อนหน้านี้ฉันยึดติดกับ Design Brief ของลูกค้าหรือของอาจารย์ รวมไปถึงตัวชี้วัดอื่นๆในโปรเจกต์ ฉันให้น้ำหนักกับทุกอย่างยกเว้นหัวใจของตัวเอง แต่ฉันเรียนรู้ในภายหลังว่าไม่มีอะไรเป็นปัญหาเลยตราบใดที่เรามีความสุขกับงานอย่างซื่อสัตย์

ตอนนี้ฉันทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง เพื่อแม่ และเพื่อผู้คนที่ฉันรัก ฉันจะทำตามสิ่งที่อยู่ข้างในหัวใจของฉันและยิ้มต่อไป 🙂

 


สำหรับหนังสือส่วนที่เหลือ จะรวมโจทย์+ผลงานนักเรียนจากสถาบันต่างๆ (มีบรีฟของโจทย์สั้นๆ) ดูโจทย์ดูงานแล้วก็รู้สึกว่า บางโจทย์กลับคล้ายๆโจทย์ที่เราได้ตอนเรียน ตัวชี้วัดก็เหมือนๆกัน ทำไมผลลัพธ์ออกมาไม่เหมือนกัน *_*

เรารู้สึกว่างานในห้องเรียนที่เราเรียนไม่หลากหลายเท่างานในหนังสือ
ทั้งที่เป็นโจทย์แบบเดียวกัน

หรือขณะอ่านบทสัมภาษณ์นักเรียนต่างประเทศ เรารู้สึกว่าเขาอธิบายสิ่งที่เรียนรู้ได้ดี อธิบายได้อย่างเป็นระบบ

ชวนให้คิดเหมือนกันว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นตอนไหน และมีน้ำหนักมากที่สุดในตอนไหน 

ใช่ตอนที่อดหลับอดนอนทำงาน
หรือตอนทำงานเสร็จ ตัดเกรด ได้ A B C D
หรือเป็นตอนที่เราได้กลับมาทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น

น่าตั้งคำถามต่อไปอีกว่าที่ “อธิบายไม่ได้” เกิดจากอะไร? เป็นไปได้หลายอย่างตั้งแต่ เข้าใจแต่ไม่กล้าอธิบาย, พูดไม่เก่ง ไม่มั่นใจ, ไม่ชินกับการเรียบเรียงเพื่ออธิบายความคิด เพราะตั้งแต่เรียนอนุบาล – มัธยม การศึกษาของเราไม่เคยสนับสนุนความคิดเห็นส่วนตัวของนักเรียนมาก่อน เราผ่านการเรียนแบบท่องจำ หาถูกผิด และทำให้ได้ตามมาตรฐานส่วนกลาง (ซึ่งเป็น Absolute Truth) มาตลอด

ถ้าอธิบายไม่ได้ ถือว่าการเรียนรู้นั้นไม่สมบูรณ์รึเปล่า?

หรือเรายอมรับให้เป็นการเรียนรู้ในฐานะประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ยังไม่ต้องเข้าใจก็ได้ (แต่ในมุมมองของเรา การอธิบายกระบวนการเรียนรู้ได้มีประโยชน์กับนักเรียนและดีต่อการศึกษามากกว่า)

น่าตั้งคำถามอีกว่า หากในชีวิตนักเรียนไทยไม่เคยได้รับโอกาสในการ Express เหตุผลและอารมณ์ของตัวเองมาเป็นเวลากว่าสิบสองปีในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยจะสร้างโอกาสในการครุ่นคิด เรียบเรียง นำเสนอ และเรียนรู้ ให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างไร

เรื่องสุดท้ายที่ชวนให้คิดคือ มีกระบวนการอะไรบ้างที่หล่นหายไปกลางทาง

จากประสบการณ์ของเรา ขั้นตอนที่หล่นหายไปเสมอมักเป็นขั้นตอน “สรุปการเรียนรู้ส่วนบุคคล” ในสมัยเรียน เราได้เรียนในอัตราเร็วที่แปลกประหลาด ช่วงเลคเชอร์ยาวนาน ทดลองทำก็นาน แต่ช่วงคอมเมนต์กลับก็สั้น

ช่วงที่ผู้เรียนได้ครุ่นคิดเพื่อดูวิธีการทำงานของตัวเองหลังส่งงานเสร็จ กลับเป็นช่วงที่สั้นที่สุดหรือแทบไม่เคยเกิดขึ้นในคลาสเรียนเลย งานเสร็จไฟนอลเมื่อไหร่ เราจะได้รับงานชิ้นใหม่ในทันที

ความฟินของงานไฟนอลกลับเน้นไปที่การ “เสร็จ” และรอฉลองหลังจากอดนอน+อดทนแก้งาน เราปฏิบัติกับงานเหมือนเป็นภาระหนักอึ้งที่อยากรีบๆส่งและหนีจากมันไปให้พ้นๆ

จึง เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เรามีโอกาสได้ใคร่ครวญถึง Performance ที่ผ่านมาอย่างซื่อสัตย์และเปิดเผยน้อยเหลือเกิน

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังงานจบ จึงเกิดอย่างหยาบๆ ในระดับความพอใจหรือไม่พอใจ

งานดี อาจารย์ชม ก็ดีใจ
งานไม่ดี ก็ไม่อยากพูดถึง เฟลกันไป

การครุ่นคิดถึงกระบวนการไม่ถูกบรรจุในหลักสูตร ใครจะคิดหรือไม่คิดก็ได้ ทั้งที่เป็นขั้นตอนที่สำคัญ

ถ้าการศึกษา มีช่วงเวลาอีกสักนิดให้เราได้ครุ่นคิดถึงการเรียนรู้ภายในตัวเอง เราจะไม่เสียใจที่ทำผิดพลาด, ถ้าห้องเรียน ท้าทาย เปิดกว้าง และยกระดับนักเรียนได้ ห้องเรียนคงมีความหมายขึ้นมาก


 

บล็อกนี้เขียนถึงเรื่องในระบบการศึกษา แต่ในบล็อกหน้าจะเขียนถึงหนังสือ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ซึ่งผู้เขียนเป็นคนไทย และพูดถึงการเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์เรียนและทำงานออกแบบ เป็นหนังสือ Self Help แบบเบาๆ สำหรับนักเรียนและสำหรับคนในระบบการศึกษา

ในหนังสือตั้งคำถามประมาณว่า

“ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราละทิ้งการเรียนรู้ด้วยตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ และหันไปพึ่งระบบการศึกษาอย่างสิ้นเชิง”

นั่นสิ ทำไมนะ

 

Stay Tuned 😀

 

 


300x4009781592537594

Title : Design School – Extraordinary Class Projects from International Design Schools
Author : Steven Heller & Lita Talarico
Year : 2009
ซื้อที่งาน Big Bad Wolf ราคา 230 บาท

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s