ทิ่มให้สุด

  • โตขึ้นอยากเป็นอะไร
  • อนุบาล – นักวาดการ์ตูนแก๊ก
  • ประถม – คนทำเว็บ นัดวาดคอนเสปอาร์ต
  • มัธยมต้น – แรกๆก็วาดการ์ตูน วาดเป็นรูปๆลงบอร์ดให้คนวิจารณ์ แต่ต่อมาก็สนใจงานกราฟิกดีไซน์แบบจริงจังมาก ส่งงานไปแจมงานที่ให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วม โตมากับวัฒนธรรมอินเตอร์เน็ต โพสงานลงเว็บบอร์ดแล้วพูดคุยกับหลายๆคนที่แก่กว่า จะแก่กว่ากี่ปีก็ไม่มีระยะห่างงี้ คือดีมาก
  • มัธยมปลาย – ก็ยังเป็นงานวาดๆ กราฟิกๆ แต่มีทำหนังถ่ายรูปมาเพิ่ม มีจ้อบออกแบบ วาดภาพ ทำหนังสือ ทำโลโก้อยู่เรื่อยๆ
  • ปี 1 – ช็อค รู้สึกว่าการเรียนรู้ที่ผ่านมาไม่มีความหมายในระบบศึกษา อยู่กับเมาส์ปากกามาตั้งแต่เด็ก ใช้พู่กันไม่เก่ง ลงสีน้ำไม่เก่ง คราฟต์ไม่เก่ง รุสึกด้อยๆในห้องเรียนเลยหนีไปประกวดแอด หนีไปทำโมชัน ทำวีดีโอ กูคราฟต์ไม่เก่งก็ต้องมีที่ยืนที่อื่นงี้ / ช็อคสุดคือวัฒนธรรมการเรียนรู้ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา การเรียนรู้ไม่เคยเป็นของสูง สมัยที่เรียนกับพวกพี่ในเว็บบอร์ดเอาจริงก็เป็นรุ่นใหญ่ทั้งนั้น แต่เขาวางตัวเท่าๆกับเรา ไม่เหมือนบรรยากาศในโรงเรียน / จริงๆ ชอบวิชาการมาก เสียดายที่เรียนวิชาการเรียนแต่ห้องเรียนใหญ่ยักษ์เลยไม่มีโอกาส discuss กับอาจารย์ / ไปเจอพี่คนนึงในงานเฟรชชี่ไนท์ แกบอกชอบอะไรให้ทิ่มให้สุด เป็นคำที่ติดหัวมาถึงทุกวันนี้
  • ปี 2 – ใช้ทักษะการวาดหาเลี้ยงชีพแบบงงๆ เริ่มคิดเยอะละว่ากูชอบอะไรกันแน่ เพราะหลายคนก็ดูจะมีทักษะที่ตัวเองชอบ แต่ทำไมเรายังหาไม่เจอซะที เหมือนเราแค่อยากทำนั่นนี่เป็น พอทำเป็นประมาณนึงแล้วก็จะไม่อยากทำต่อ (ทำเป็น = รับงานจ้างโดยไม่บอกเค้าว่าเป็นนักศึกษา ประกวดแล้วชนะงี้ ) ถึงจุดนึงจะเริ่มเอ๊ะ ว่านี่ใช่จริงๆเหรอ  / ไฟในการเรียนรู้เริ่มเฉา
  • ปี 2 เทอมปลาย – ทำงานประจำไปด้วย รับผิดชอบตัวเองทุกอย่าง แรกๆก็เฮิร์ทเพราะไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อนเหมือนเมื่อก่อน แต่อ่านกฤษณะมูรติแล้วเฮิร์ทกว่า เกือบลาออกเพราะรู้สึกว่าการศึกษาที่เหมาะกับเราไม่ได้อยู่ในโรงเรียน การศึกษาของเราคือความอยากรู้อยากเห็นที่เคยมีเยอะมาตลอด (จนกระทั่งมาหมดตอนเข้ามหาลัย) ตั้งคำถามเยอะว่าเราทำสิ่งต่างๆไปทำไม
  • ปิดเทอมปีสอง ออกไปท่องโลกกว้าง เป็นช่วงที่ทำงานกับจิตวิญญาณเป็นส่วนใหญ่ เริ่มรู้สึกว่าการเลือกอะไรสักอย่างเพราะแค่ทำได้หรือมีความถนัดมันไม่พอ ยังเหลือด้านนึงที่เราไม่ค่อยได้ดูแลมันให้ดีๆก็คือด้านจิตวิญญาณ ด้านความหมายของการใช้ชีวิต
  • การท่องโลกนี้เองที่ทำให้เปลี่ยนใจ จากตอนแรกที่คิดว่าจะเรียน ad เพราะจะได้คิดเยอะๆ (ถนัดคิดงี้) ก็ไม่อยากเรียน ad แล้ว เพราะถึงจะคิดจะทำ ad ได้ แต่จิตวิญญาณเราไม่อินด้วยก็คงไม่โอเค / ตั้งคำถามว่าเราอินกับอะไร / ค้นพบว่าสิ่งที่อินเปลี่ยนไปจากตอนเป็นเด็กมัธยมโดยสิ้นเชิง อย่างตอนมัธยมเราอาจจะอินกับศิลปะ ความสวยงาม การแสดงออกทางประสบการณ์ของปัจเจก ของอารมณ์ไรงี้ แต่พอลงพื้นที่ทำงานกับปัญหา เจอความเหลื่อมล้ำ เจอความไม่ยุติธรรม ก็รู้สึกอินกับปัญหาขึ้นมาแทน
  • ซึ่งการเปลี่ยนอะไรพวกนี้มันเป็น Point of no return เห็นปัญหาไปแล้ว เราลบมันออกจากความทรงจำไม่ได้ จากที่อินกับการ decorate ก็เปลี่ยนไปอินกับความเป็นจริงหรืออินกับ function แทน
  • เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่มาก เพราะถ้าจะเข้าใจการทำงานของระบบและเห็นผลลัพธ์ได้ จะต้องมองโดยตัดการตกแต่งออกไปให้เหลือแต่ข้อเท็จจริง หรือมองการตกแต่งในฐานะขั้นตอนที่ให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ วิธีคิดและการให้คุณค่าแม่งเปลี่ยน ทีนี้เหลืออีกสองปีกับการเรียน decorate จะอยู่ต่อยังไง?
  • ปี 3 – ได้เลือกวิชาเรียนแบบเฉพาะด้านซะที แต่สายไปละ ไม่เหลือความสนใจในด้าน decorative ละ (ยิ่งไปทำบริษัท ก็ชอบงานระบบ งานคอนเท้น แล้วก็คิดว่าถ้าคราฟต์ไม่เก่งเราจ้างคนเก่งมาทำก็ได้นี่หว่า) / ลงเรียนวิชาที่อาจารย์เข้าใจเรา แล้วก็เอาเวลาที่เหลือหลังเลิกเรียนไปทำอะไรนอกห้องเรียนกับยังฟิม / สนใจงานสังคม วัฒนธรรม การเมือง แบบจริงจัง รู้สึกว่าเจอแพชชั่น / เป็นช่วงที่ลงคอร์สนอกเยอะมาก ทำให้ได้รู้จักศาสตร์เกี่ยวกับความคิดหลายๆศาสตร์ ทั้ง System Thinking, Human Centered Design, Service Design ไรงี้
  • ปี 4 – ชินกับการอยู่นอกมหาลัยเป็นหลัก ชีวิตเริ่มสมดุล กลับมาเรียนแบบ neutral ได้ละ คือไม่ได้เรียนไปอึดอัดไปเหมือนปีก่อนๆ อาจเพราะอาจารย์เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้จาก teacher มาเป็น mentor ก็เลยเข้าทางของนี่มากขึ้น / เจออาจารย์ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ส่วนตัวแล้วก็รู้สึกดีต่อหัวใจ นี่แหละที่ฉันตามหา / ทำสเปในเรื่องที่อยากทดลอง ทำทีสิสในเรื่องส่วนตัว จะได้มีแรงทำให้จบแบบไม่ทุกข์
  • รักการเรียนจบที่สุด เพราะไม่มีพันธะ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องตามใคร ตัดสินใจเลือกชีวิตเองทั้งหมด โคตรดี
  • หลังจากโบยตีตัวเองในช่วงปีหลังๆของการเรียน ก็เรียนจบในจังหวะที่งานมั่นคงพอดี ไม่มีปัญหาเรื่องเคว้งหรือต้องปรับตัวกับชีวิตวัยทำงาน (เพราะเฮิร์ทไปแล้วตั้งแต่ตอนปี 2) แถมงานยังเลือกได้ด้วยว่าจะทำกับใครบ้าง / แต่อยู่แบบนั้นได้ 3 เดือน ก็อยากทำผลงานที่อิมแพคจริงๆจังๆ รู้สึกว่าพัฒนาความคิด งานทฤษฏีมาเยอะแล้ว ลองผิดลองถูกมาเยอะแล้ว อยากมีประสบการณ์ที่เคลมได้จริงๆบ้าง
  • ถามตัวเองว่าถ้าอยากสร้างประสบการณ์เพื่อเป็น specialist ในอะไรสักอย่าง อยากศึกษาเรื่องอะไร
  • สิงหาคม 59 – มีงานอาสาสมัคร graphic design ไปฝรั่งเศส หลายๆคนก็เชียร์ให้ส่ง แต่โคตรคิดเยอะทั้งๆที่ก็น่าจะส่งได้ (เพราะได้ภาษาด้วยงี้) แต่ไม่ได้ชอบการทำกราฟิกดีไซน์นี่ดิ แล้วตกลงกูชอบอะไร
  • อยู่ๆก็เลยแคะตัวเองออกเฉยเลย ว่าถ้าต้องเรียนต่อเพื่อเป็น specialist ในอะไรสักเรื่อง อยากทำเรื่อง system design ซึ่งมีที่มาจากความสนใจในเรื่องการเมืองและการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ – เราเชื่อว่าระบบที่ดี ได้ผลกว่าการเรียกร้องหาคนดี
  • แรงบันดาลใจที่ชัดที่สุดคือตอนไปกัมพูชา กัมพูชาเป็นประเทศที่ ATM ไม่ทั่วถึง แต่มีระบบของเอกชนที่เอาไว้ส่งเงินข้ามพื้นที่กันแบบ กึ่งแมนวลกึ่งออโต้ แบบเฮ้ย น่าสนใจมาก คิดได้ไงและทำยังไงให้คนมาใช้แบบทั่วถึง / เริ่มสนใจการออกแบบปรับปรุงระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ในโลกที่สามอย่างจริงจัง เช่น งานราชการที่น่าจะ automate ได้ ทำไมไม่ทำให้ง่ายๆ / ทำไมบางประเทศถึงสะอาด / ทำไมสวนสาธารณะของบางประเทศถึงไม่มีคนมาใช้ / user innovation ทั้งหลาย
  • ถ้าให้จำกัดความสายงานที่หมกมุ่นได้ตลอดชีวิตคงเป็นอะไรพวกนี้
  • ซึ่ง สายงานนี้ ไม่มีสอนในระดับปริญญาตรีของไทยแน่นอน  – เฮ้ย ดีแล้วที่ไม่รีบทิ่มให้สุด เพราะช้อยที่ใช่จริงๆ มันไม่มีให้เลือกแต่แรกนี่หว่า (ถ้าไม่บังเอิญไปลงเรียนคอร์สออนไลน์ของ MIT ก็คงไม่รู้ว่ามีชุดความรู้แบบนี้ให้เรียน) หรือพอมาคิดว่าถ้าชีวิตไม่เคยไม่ผิดหวังในระบบการศึกษา สังคม วัฒนธรรม วิธีคิดของชนชั้นนำไทย เราก็คงไม่ได้ออกไปท่องโลกกว้างหรือตั้งคำถามกับชีวิตความเป็นอยู่ขนาดนี้
  • สรุป : เรารู้สึกว่าตอนเรียน คนชอบติดวิธีคิดว่า การเลือกเนี่ย มันคือการเลือกเป็นข้อสอบกากบาท ต้องเลือกอะไรสักอย่างในช้อยที่เขามีมาให้ หลายๆคนก็ใช้วิธีตัดช้อยที่ไม่ใช่ออกงี้ แต่ประเด็นคือชีวิตมันกว้างชิบหาย มันอาจจะมีตัวเลือกที่คนอื่นไม่รู้จักก็ได้ แล้วชีวิตก็ไม่ใช่ข้อสอบด้วย
  • ตอนนี้รู้สึกเหมือนเพิ่งเลือกหัวข้อทำวิจัยได้เท่านั้น ขั้นต่อๆ ไปก็คงหาช่องทางที่จะเรียนรู้และนำไปสู่ผลลัพธ์ให้ได้แหละนะ ทิ่มต่อไปวัยรุ่น *_*

 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s