Easternize Amarican Cities : สัมภาษณ์ Ma Yansong สถาปนิกชาวจีนที่กำลังฮอตสุดๆในอเมริกา

บทสัมภาษณ์ต้นฉบับจาก FastCo.design อ่านแล้วชอบเลยเอามาแปลลงเพจเกรียนศึกษา+แปะบล็อก

อนาคตของการพัฒนากำลังเรียกร้องให้พวกเราทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเสียใหม่ ประสบการณ์ที่ผ่านมาในยุคอุตสาหกรรมจะต้องถูกประเมินอย่างอย่างระมัดระวัง ต้องนำความสมดุลระหว่างเรากับโลกของธรรมชาติให้กลับมาอีกครั้ง

Ma Yansong เป็นคนจีนโดยกำเนิด อายุ 40 ปี มีผลงานมากมายทั้งในจีน อเมริกา และประเทศอื่นๆ สำนักงาน MAD ของเขามีสาขาทั้งในปักกิ่ง, L.A. และนิวยอร์ค

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่โลกตะวันตกจะเปิดรับปรัชญาตะวันออก? Yansong กำลังจะอธิบายให้เราฟังในบทสัมภาษณ์นี้

Co.Design : กระบวนการทำงานและท่าทีของคุณแตกต่างจากสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่างไร

     ผมคงจะบอกว่าสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกมัน logical สุดๆ พวกเค้าเริ่มกระบวนการด้วยการวิเคราะห์หาเหตุผลและพยายามหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด” เหมือนกำลังหาคำตอบให้สมการเลข ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นที่ประเทศจีนเหมือนกันและผลลัพธ์ที่เราได้คือตึกส่วนมากดูเหมือนๆกันไปหมด … พวกเขากำลังใช้สูตรเดียวกัน

     แต่ถ้าคุณลองมองไปที่สิ่งก่อสร้างคลาสสิก อาคารเหล่านั้นล้วนเชื่อมไปยังวรรณกรรม ดนตรี หรือเพลง แถมยังถูกสร้างโดยอาจารย์ช่าง (master builder) มันเลยไม่ใช่อะไรที่จะก๊อปปี้กันได้ เพราะสถาปนิกนำปรัชญาใส่เข้าไปในโครงการ และคอยค้นหาพลังงานและจิตวิญญาณในงานนั้นๆซึ่งเป็นสิ่งที่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นในเมืองไม่มีเพราะถ้านักออกแบบใส่อารมณ์เข้าไปในโครงการตั้งแต่ต้น โครงการนั้นๆจะมีจิตวิญญาณได้ยังไง? แล้วคนจะคิดถึงมันยังไงในอนาคต?

     ผมดูแลงานในฐานะศิลปะ ผมอยากให้ใช้สัญชาติญาณเยอะๆในช่วงแรกของกระบวนการออกแบบ ซึ่งมันไม่สำคัญเลยว่าจะถูกหรือผิด เพราะเราทำเรื่องถูกผิดได้ในกระบวนการต่อไป ช่วงแรกของการออกแบบเราจะทำให้เหมือนมันเป็นงานศิลปะ เป็นคอนเซปต์ แล้วหลังจากนั้นเราค่อยดูแลมันในฐานะของสิ่งก่อสร้าง มันเหมือนกับภาพวาดที่คุณไม่ต้องการให้คนดูโฟกัสรอยแปรง เพราะคุณอยากให้พวกเขาคิดถึงเรื่องราวข้างหลังภาพ หรือรู้สึกได้ถึงอารมณ์ งานของผมเลยไม่เคยเปิดเผยโครงสร้าง และเพราะบางอาคารของพวกเราต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ผมอยากให้คนรู้สึกถึงพื้นที่ ไม่ใช่รายละเอียดของโครงสร้างหรือวัสดุที่เราใช้ ผมคิดว่างานสถาปัตยกรรมควรเป็นเหมือนเวที ไม่ใช่วัสดุเป็นบรรยากาศมากกว่าชิ้นงาน

     ตัวอย่างเช่น กระบวนการออกแบบ the Harvin Opera House’s เป็นงานที่ท้าทายมาก พวกเราต้องหุ้มหลังคาภายนอกทั้งหมดด้วยแผงอะลูมิเนียม ส่วนข้างในเป็นสีขาวทั้งหมด คุณไม่รู้หรอกว่าทั้งแผงมีน้ำหนักมากขนาดไหนและมันคงรูปอยู่ลอยๆ ยังงั้นได้ยังไง – งานนี้ไม่มีใครพูดถึงวัสดุหรือถามเราเลยว่าเราทำมันอย่างไร โครงสร้างจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

Screen Shot 2016-03-17 at 11.06.37 PM
the Harvin Opera House’s

คุณเคยบอกว่างานสถาปัตยกรรมควรสร้างปนิธานอันสร้างสรรค์ให้กับอนาคตอะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น?

     สถาปัตยกรรมโมเดิร์นกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความเป็นเมืองหลวง แต่ในอนาคตสถาปัตยกรรมจะเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ พวกเราต้องตั้งคำถามว่าเราได้ทำอะไรลงไปแล้วในอดีต – ถ้าตอนนี้เราจะสร้างตึกสูงใหญ่ที่มีความหนาแน่นมากๆ เราจะไม่มองมันในฐานะของอาคารอีกต่อไป…ต้องมองให้เห็นมนุษย์และธรรมชาติในระดับ  เมืองไม่ใช่แค่อาคาร, ต้องพูดถึงขนาดของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและการใช้พื้นที่ภายในอาคาร

     พวกเราศึกษาตึกระฟ้าในเมืองนิวยอร์ค จำแนกได้เป็นสองประเภท แบบแรกคือแบบกล่องที่ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้พื้นที่ให้ได้มากที่สุด อีกแบบคือตึกที่สร้างหน่อแหลมๆไว้ข้างบนเพื่อการเป็นตึกที่สูงที่สุดในเมือง…ตึกหน่อนี้ทำให้คุณคิดถึงโบสถ์ซึ่งในอดีตโบสถ์เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ของเมือง มันโดดเด่น เป็นแลนด์มาร์ค เป็นภาพแทนของศาสนา แต่ตอนนี้มันกลายเป็นภาพแทนของทุนนิยม และส่วนตัวผมไม่อยากทำตึกแบบนั้น

     ตึกสูงที่พวกเราพยายามทำคือการเฉลิมฉลองระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ตัวอย่างเช่นตอนที่ผมออกแบบ Chaoyang Towers ผมคิดถึงตึกของ Mies van der Roh ในชิคาโกและนิวยอร์ค มันเป็นกล่องเหลี่ยมๆ ดำๆ ใหญ่ๆ ผมก็คิดว่า เออ ถ้ากล่องพวกนี้มันละลายล่ะ? คือผมเคารพโมเดิร์น และหลังจากนั้นผมจะเปลี่ยนสภาพมัน (I respect the modern and then I transform it.)

(เพิ่มเติมจากผู้แปล : Van der Roh เป็นผู้บุกเบิกวงการสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เป็นเจ้าของโควต less is more และ god is in the detail)

seagram-building
ตึกที่ออกแบบโดย Mies Van der Roh

 

 

Screen Shot 2016-03-17 at 11.06.15 PM
Chaoyang Towers

 

งานออกแบบของคุณตอบปัญหาอย่างไร?

     Nanjing project ที่จีน เป็นโครงการใหญ่มาก ครอบคลุมพื้นที่ถึง 6 บล็อก  ซึ่งปกติแล้วตึกใหญ่มักจะกลายเป็นจุดโฟกัสของโครงการ แต่พวกเราเอาตึกวางไว้ตรงขอบๆ ให้เหมือนเหมือนน้ำตกบนภูเขา และสร้างส่วนกลางไว้ตรงกลางเป็นหุบเขาพร้อมน้ำพุ เราพยายามที่จะทำให้ตึกสูงกลมกลืนกับพื้นหลัง เวลาที่คนเข้าไปในนั้นเค้าจะรู้สึกได้ถึงความเป็นกันเอง
การออกแบบตึกสูงในเมืองใหญ่มักจะสูญเสียสัดส่วนของมนุษย์ เราเลยคิดว่าทุกๆสามชั้นในแต่ละตึกจะมีสวน ลิฟต์ทุกตัวจะจอดเฉพาะในชั้นที่มีสวนเท่านั้น ถ้าคุณต้องการไปชั้นที่ไม่มีลิฟต์ก็ต้องเดินขึ้นเดินลงผ่านสวน ทีนี้เราก็จะสร้างชุมชนบนตึกสูงได้เพราะทุกๆคนไม่ถูกแยกให้อยู่ในชั้นของตัวเอง

Screen Shot 2016-03-17 at 11.08.27 PM
Nanjing project

    ส่วนโครงการ 8600 Wilshire ขนาด 18 ยูนิตที่แอลเอ. ทุกๆยูนิตมีห้องกินข้าวและห้องนั่งเล่นที่หันไปหาส่วนกลาง มีห้องนอนหันออกไปหาถนน เหมือนในหนังเรื่อง Rear Window น่ะ ผู้คนสามารถที่จะส่องไปในบ้านคนอื่นได้ รู้จักและทักทายคนอื่นได้ ถ้าเป็นที่เบเวอรี่ฮิลล์คงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยาก

Screen Shot 2016-03-17 at 11.11.30 PM
8600 Wilshire

     สิบปีที่แล้วเราออกแบบสองตึกสองตึกนอกเมืองโตรอนโต อาคารนี้มีระเบียงที่เน้นไปในแนวเดียวกับเส้นขอบฟ้า บางคนก็บอกว่ามันมีรูปร่างที่สวยมาก มีส่วนโค้งส่วนเว้าจนได้ชื่อเล่นว่าตึกมาริลิน มอนโรตึกสูงระฟ้าเพศหญิง! – มันหายากมากและน่าสนใจนะ ผมคิดว่าบางทีคนคงเบื่อตึกที่ดูแข็งแรงแมนจ๋า เมืองควรจะมีความเซนซิทีฟบ้าง มีโครงสร้างที่สง่างามบ้าง
Screen Shot 2016-03-17 at 11.12.19 PM

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองในประเทศจีนเหมือนจะเป็นการเตือนเมืองตะวันตก เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง?

     ความหนาแน่นของตึกในชิคาโกกับนิวยอร์คเป็นตัวอย่างที่เราเรียนรู้จากมัน ตอนนี้เรารู้แล้วว่าจะเอาแต่ก็อปปี้ (ตะวันตก) ไม่ได้ พวกเรากำลังสร้างไอเดียใหม่ให้กับจีน คือโลกทั้งใบกำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุดของยุคอุตสาหกรรมแล้ว ตอนนี้เรากำลังพูดถึงยุคของธรรมชาติและมนุษย์ อย่างปรัญชาที่เขียนไว้ในหนังสือ Sanshui City ของผมก็ไม่ได้เอาธรรมชาติมาตกแต่งอาคาร หากแต่เป็นวิธีที่มนุษย์ใช้พื้นที่ และวิธีที่เรารู้สึกต่อพื้นที่ – มันเป็นเรื่องของระเบียบสังคม

     ในโลกตะวันตก ผู้คนพูดเรื่องการออกแบบให้กรีนๆ ออกแบบสไตล์ธรรมชาติ ซึ่งวิธีคิดของเขาต่างจากวิธีของตะวันออกมาก เป็นกรีนที่มีแบบแผนสูงและวิชาการจ๋า ในขณะที่วัฒนธรรมตะวันออกถามว่าธรรมชาติให้แรงบันดาลใจอะไรแก่เราบ้าง – มันเป็นเรื่องของความงาม หรือองค์ประกอบทางอารมณ์ของสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่แปะป้ายว่ากรีนเฉยๆน่ะ ผมก็คิดอยู่ว่าเราจะเอาปรัชญาเหล่านี้มาสู่การสร้างเมืองที่จีนในอนาคตได้ยังไง

เร็วๆนี้จีนเพิ่งประกาศนโยบายจัดการพวกตึกแปลกๆคุณคิดยังไงกับมัน

     ผมเห็นด้วยเพราะนโยบายนี้ไม่กระทบโครงการที่มีไอเดียใหม่ๆและมีนวัตกรรม – ที่จีนมีตึกที่อยู่อาศัยแบบโรมันชนิดที่คุณไม่มีวันได้เห็นในยุโรปเยอะแยะ เรายังมีที่ทำการรัฐบาลที่ดูเหมือนทำเนียบขาว มีสำนักงานใหญ่ที่ดูเหมือนขวดไวน์ตึกพวกนี้ไม่มีคุณค่า และไม่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ผมว่ามันเกี่ยวกับรสนิยมและในเคสนี้รสนิยมแย่มาก

     ยุคนี้ผู้คนวิจารณ์เมืองในทำนองคล้ายๆกัน ว่ามันไม่มีอัตลักษณ์ ทุกตึกดูเหมือนกันหมด นั่นหมายความว่าคนกำลังมองหาอะไรใหม่ๆ หรือไอเดียใหม่ๆ ที่ดีต่อสังคม การที่รัฐบาลเรียกตึกเหล่านั้นว่าตึกแปลกๆ ผมว่าความหมายมันก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก เรากำลังคุยเรื่องนี้ให้ลึกขึ้น มันสำคัญสำหรับนักออกแบบอย่างผมที่จะมีนิยามของตัวเอง หลังจากนั้นผมจะบอกสังคมได้ว่าเราควรมีอะไรและไม่ควรมีอะไร

ภาพประกอบจาก MAD
แปลไทยโดยนานาาา / ลงเพจเกรียนศึกษา / ผิดพลาดประการใดจะขอบคุณมากสำหรับการช่วยแก้ไขค่ะ ><

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s