My Chemical Romance

อัพในวาระโอกาสครบรอบ 1 เดือนของการรักษาภาวะซึมเศร้า – นอนไม่หลับ

เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่

  • เอาจริงเรื่องอยากตายอยากทำร้ายตัวเองมีตั้งแต่ตอนประถม มอต้น แต่ก็แผ่วๆไปเองเพราะมันเป็นปัญหาของผู้ใหญ่ เราทำไรไม่ได้ไง แต่พอโตขึ้นทำไรได้มากขึ้น มีปัญหาเป็นของตัวเองจริงๆ ก็สะสมมันมา และมาหนักช่วงที่เป็น PMS (แถวๆ ปี 4) ช่วงนั้นมีปัญหานิดๆหน่อยๆ ก็คิดแล้วว่าจะหักพวงมาลัยลงข้างทางเลยมั้ย จะโดดบันไดดีมั้ย บลาๆ
  • เป็นคนนอนยากมานานแล้ว นอนหลับยาก ตื่นง่าย ต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าที่
  • มาพีคช่วงหลังแม่ฟิล์มเสีย เดือนเมษายน 60 เป็นความตายครั้งแรกที่เราได้เห็น – มันสะเทือนใจมั้ง ตั้งแต่ป่วย เฝ้า จนถึงเผาและโปรยเถ้า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราครุ่นคิดเรื่องความตายอยู่ตลอด
  • เราก็แพนิกว่าฟิล์มจะหยุดหายใจตอนนอน เราต้องตื่นมาดูเป็นระยะ พอตัวเองเริ่มง่วง เริ่มตกสู่ห้วงหลับ เราก็จะกลัวแล้วปลุกตัวเองให้ตื่น ภาวะเหมือนสมองเรากลัวที่จะสูญเสียการควบคุม
  • กินเบียร์บ่อยด้วยมั้ง วันไหนได้กินเบียร์หรือไวน์แล้วก็จะดี  ออกกำลังกายก็ไม่ได้ออก
  • ทำเพจ ไทยคอนเซ้นก็เป็นตัวเร่ง มันบูมเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน แล้วเรื่องที่ส่งมาแต่ละอันก็พีค อ่านแล้วดาวน์เป็นวัน แถมยังมีดราม่านักกิจกรรม อ่านคอมเม้นก็ดิ่งอีก
  • รับงานเกินกำลัง ไม่วางแผน ไม่ปฏิเสธคน
  • พยายามประคองตัวเองด้วยการวิปัสนาผ่านแอพ headspace มาเรื่อยๆ แต่จุดนึงก็รู้สึกว่ามันเอาไม่อยู่
  • สิ่งที่เดาว่าเป็นสาเหตุก็ประมาณนี้ แต่ที่หมอวินิจฉัยให้ คือเพราะนอนไม่สนิทนี่แหละ – ไปเล่าให้พ่อฟัง พ่อก็มีอาการเดียวกันมาเป็นสิบปีแล้ว (กลายเป็นว่าได้แนะนำหมอให้พ่อเฉยเลย เออดี)

 

ทำไมอยู่ๆ ตัดสินใจไปหาหมอ

  • เก็บไว้ไม่ไหวแล้ว อีกนิดเดียวคือเป็นบ้าแน่ ต้องการพบจิตแพทย์ บอกพ่อฟิล์ม แล้วก็เสิร์ชหาที่ที่ใกล้บ้านในวันนั้นเลย
  • เป็นวันเสาร์ที่ รพ. ปิดหมด คลินิกส่วนมากก็เต็ม โทรไปสามสี่ที่คือนกหมด แต่ไม่หมดความพยายามจนกระทั่งแรนด้อมไปเจอคลินิกที่ไม่ไกลจากบ้าน แล้วเขารับนัด ดีใจกว่าถูกหวย

 

สิ่งที่กังวลก่อนหาหมอ

  • จริงๆ มีเพื่อนมีน้องหาหมออยู่หลายคน เราก็แอบกังวลนิดๆ ว่าหาหมอแล้วจะหนักกว่าเดิมป่าววะ แบบพอเรานิยามตัวเองว่าเป็นคนป่วยแล้วเราจะป่วยหนักกว่าเก่ามั้ย
  • ภาวะที่ดีขึ้นจากการกินยา มันจะทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองไปรึเปล่า (แต่พอมาคิดว่าตอนกินเบียร์หรือเทคยาชนิดอื่นๆ มันก็คือๆกันแหละ ก็เลยโอเค คงไม่ต่างกันมาก 555555)
  • จะเป็นภาระของครอบครัวมั้ย
  • ค่าใช้จ่าย และเวลาในการรักษา
  • จะเป็นข้ออ้างในการเทงานมั้ย

 

สิ่งที่เป็นจริงจากการหาหมอ

  • หมอบอกว่าเรามีอาการซึมเศร้าจากการนอนไม่หลับ ให้ไปรักษาการนอนให้ดีก่อน คุมเวลาในชีวิตให้ได้ (จงใช้วันนั้นให้พร้อมที่จะนอนนั่นเอง)
  • หมอย้ำว่า ยาเนี่ย ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปนะ แต่ช่วยให้ภาวะแวดล้อมในการตัดสินใจของเราดีขึ้น คิดได้ยาวขึ้น แต่ก็ต้องใช้ความพยายามของเรามาเปลี่ยนสถานการณ์ เปลี่ยนวิธีตัดสินใจด้วย
  • ได้ยาคลายเครียดมา มีฤทธิ์ง่วงหน่อยๆ หลับปุ๋ยสิบชั่วโมงติด ช่วงแรกตื่นยากนิดนึง แต่หลังๆมานี่ดีมาก เฟรช
  • ให้งดแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • รู้สึกว่าคุ้มค่ารักษานะ มันช่วยให้เรามี function ในการใช้ชีวิต ถือว่าลดเหล้าแล้วไปหาหมอแทน
  • ไม่เสียเวลา เพราะเป็นคลินิกเอกชนที่บริการเร็ว(เดินทางง่าย – ไปถึงได้คุยเลย – จ่ายตัง จบ ใน 40 นาที) ไปสองอาทิตย์ครั้ง แล้วมันก็มีค่าใช้จ่ายที่กำลังดีในระดับที่ทำให้เรารู้สึกว่า กูต้องหายนาจา เปลืองตัง 555555
  • หมอโอเคมาก คุยได้นาน คิวน้อย
  • ทำงานได้ดีขึ้น รักษาสัญญาได้ดีกว่าตอนก่อนไปหาหมออีก

 

กราฟชีวิตในแต่ละวีค

  • วีคแรกดีดเหมือนม้าเลย ดีดจริงๆ โคตรทำงานโปรดักทีฟ แบบทำตามตารางเป๊ะๆๆ ติดการวิ่ง ติดการทำกับข้าว ตอนเย็นไม่ได้วิ่งจะหงุดหงิดมาก ต้องโดดเชือกให้เหงื่อแตกพลั่กๆ ไม่เวียนหัวไม่หยุด ไรงี้
  • วีคสองสาม ไปเชียงใหม่ – เริ่มปล่อยตัวเอง เริ่มขี้เกียจ พักผ่อน นอนกลิ้งกลุ๊ก แต่ก็ดี ไม่ได้รู้สึกพักผ่อนจริงจริ๊งงงงมานานละ
  • วีคสี่ – กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กลับมาทำงานได้ ดีบ้างเทบ้าง ก็พยายามกันต่อไป

 

สิ่งที่เป็นประโยชน์

  • มีงานที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำรออยู่ ยังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อทำสิ่งเหล่านี้
  • มีคนที่เรารักรออยู่ ยังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อรักคนเหล่านี้
  • มีทักษะวัฒนธรรม ที่จะอยู่ร่วมกับความหลากหลาย มองความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิต
  • ฟีลคล้ายๆ หลักการบริหารที่ต้องกระจายความเสี่ยง แต่เปลี่ยนเป็น Emotional Bank กระจายความรักให้ลงไปแทรกๆอยู่ในงานเงิน อยู่ในงานอดิเรก อยู่ในครอบครัว ในเพื่อน ในแฟน ในคนรู้จัก ในสัตว์เลี้ยง ฯลฯ เวลาที่ตัวเองเอาไม่อยู่จริง อย่างน้อยเราก็มี Emotional Bank ที่ฝากไว้ที่อื่น มันก็อุ่นใจดี
  • มีคนที่ challenge เราอยู่เรื่อยๆ (ในเคสนี้คือฟิล์ม) ฟิล์มเข้าใจเรานะ แต่ไม่ตามใจ อะไรที่ไม่ถูกไม่ควร ทำแล้วมีความเสียหาย เช่น เทงาน/ผิดพลาดเรื่องคิดเงิน/เหวี่ยงชาวบ้าน/ให้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น/หลีกหนีผู้คนมากไป – อันนี้ฟิล์มก็จะบอกว่ามันไม่โอเค มันมีวิธีที่ดีกว่านี้ในการแก้ปัญหา ถ้าเราทำไรไม่ดีฟิล์มจะไม่ปล่อยให้เราอ้างนู่นนี่เด็ดขาด ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เราอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น
  • ในขณะเดียวกัน พอเราจริงจังมากเกินไปกับงานที่น่าเบื่อ ฟิล์มก็จะชวนเราออกไปใช้วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไปเที่ยว ไปกิน ไปมีความสุขกับชีวิตบ้าง
  • พัฒนาความสามารถในการสื่อสาร – สื่อสารให้เป็น ช่วยได้เยอะ บางอย่างคือ คนอื่นแม่งโอเค แต่เรากลัวไปเอง ก็อย่ากลัวที่จะถาม ความกลัวว่าคนอื่นจะรำคาญเนี่ยจะทำให้ดูน่ารำคาญ ลังเลอะไรถามเลย โช๊ะ จบ : reach out ออกไปเยอะๆ
  • วิปัสนาผ่านแอพ headspace มันมีคลาสนอนหลับอยู่ ฟังมา 10 เทป (จาก 30 เทป) ก็เริ่มหลับได้เองอย่างง่ายดาย ไม่กลัวการนอนหลับแล้ว
  • เบียร์ฮาลาล ทดแทนสารมึนเมาทุกชนิดได้
  • ดนตรีก็ช่วยลด loop ในหัวได้ดีมาก แต่ก็ต้องบาล้านดีๆ ไม่งั้นจะปลีกตัวจากคนแล้วหันมาติดดนตรีแทน
  • ศาสนา 5555555555 อันนี้น่าจะเพราะคุยกับพ่อแล้วอิน เราพบว่าเขาเจออะไรที่หนักหนาสาหัสทางอารมณ์มาเยอะกว่าเรา แต่เขายังคงมีชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ – ร่องรอยที่ Link เราเข้ากับเขา ก็คือพระคริสต์ล่ะมั้ง เรื่องการวางใจในชีวิต เรียนรู้จากความไม่เพอร์เฟคของคน รู้จักให้อภัยรู้จักเมตตา และแบ่งปันให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นในยามที่ทำได้ เหล่านี้ก็ช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ เอาไปบาล้านกับเรื่องทางโลกได้ ให้ยังมีแรงเถียงกับผู้คนต่อไปในอนาคต (ช่วยบรรเทาเรื่องกลัวความตายไปได้ด้วยหน่อยนึง เฮ้อ)

 

เอฟเฟค

  • เริ่มรู้สึกว่าชีวิตมีเวลาสั้นจัง มีแรงก็จริงแต่แรงเนี่ยมีอยู่อย่างจำกัด คงต้องคิดยาวขึ้น วางแผนให้รอบคอบขึ้นบ้าง จะได้ใช้ชีวิตให้คุ้มๆ

 

ขอขอบคุณในความเข้าใจที่มีให้
และขอบคุณสำหรับมิตรภาพ ทั้งที่ใกล้ชิด และที่แวะเวียนมาพบกัน

Advertisements

Passion Planner Review (1) 2016 – 2017

ใช้แพชชั่นแพลนเนอร์มาได้ 2 เล่มแล้ว ( เล่มละปี ) เล่มล่าสุดที่กำลังจะหมดเริ่มเดือนสิงหาคม 2016 และหมดที่เดือนกรกฎาคม 2017 อ่านเร็วๆ พบว่าเป็นปีที่สบายขึ้นจากปีที่แล้ว และก็มีอีเวนท์อัดแน่นตามเคย

อ่านเพิ่มเติม

โจทย์งานออกแบบในโรงเรียน กับโจทย์งานออกแบบในวิชาชีพแตกต่างกันอย่างไร?
 
ปกติแล้วหนังสือออกแบบจะนำเสนอแนวคิดในมุมของเอเจนซี่หรือดีไซเนอร์มืออาชีพใช่ะ พอดีเมื่อวานไป Big Bad Wolf Book sale 2016 in Bangkok มา แล้วบังเอิญเจอหนังสือเกี่ยวกับโจทย์วิชาออกแบบ เล่าผ่านมุมผู้สอนและผู้เรียนในโรงเรียนออกแบบนานาชาติ (หนังสือเก่าแล้วเขียนในปี 2009)

ความแตกต่างน่ะหรือ? ลองคิดง่ายๆว่าถ้าจะเสียเงินจ้างใครสักคน เราคงจ้างคนที่ไว้ใจได้ จ้างคนนี้งานจะออกมาตรงตามความคาดหมายแน่ๆ งานไม่พังแน่ๆ ทำวิจัยตลาดแล้วขายได้แน่ๆ แม้จะคาดหวังแบบกว้างๆ เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้ทดลองอะไรใหม่ๆ แต่อย่างน้อยนักออกแบบก็ต้องไม่ทำงานที่จ้างผิดพลาดหรือพัง

ในขณะที่โจทย์เพื่อการศึกษา จะเป็นโจทย์ที่ “ผลักดันนักออกแบบให้เกิดศักยภาพใหม่ๆ และก่อให้เกิดการเรียนรู้”

ในบทแรกของหนังสือจะพูดถึงโจทย์ที่ดี ที่ผู้สอนหลายๆคนเห็นร่วมกันว่าควรมีคุณสมบัติดังนี้

 
  1. Challenge : โปรเจกต์มีข้อมูล วัตถุดิบ และตัวแปรที่เพียงพอที่ ทำให้นักเรียนสามารถทดสอบทักษะของตัวเองได้ – และในผลลัพธ์สุดท้าย เซอร์ไพรส์ทั้งอาจารย์ทั้งตัวนักเรียน
  2. Inform : โปรเจกต์เต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งใหม่จากการทำสิ่งใหม่
  3. Elevate : โปรเจกต์ยกระดับนักเรียน แต่ละโปรเจกต์จะขับเคลื่อนนักเรียนไปสู่ทิศทางใดทิศทางหนึ่งระหว่าง ทำสำเร็จ กับทำผิดพลาด แต่อย่างไรก็ตาม นักเรียนจะมีโอกาสได้วิพากษ์วิจารณ์และซึมซับบทเรียนที่แท้จริงได้ผ่านการทำผิดพลาดเท่านั้น เพราะความผิดพลาดไม่อาจสร้างพอร์ทสวยๆแต่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในระยะยาว
 
หนึ่งในงานที่ยากที่สุดของผู้สอน จึงไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการออกแบบชั้นเรียนที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้นักเรียนกระหายที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ^^

ลองมาดูโจทย์ที่เป็นตัวอย่างในหนังสือกันสักโจทย์  แบ่งเป็นมุมมองของผู้สอนและมุมมองของผู้เรียน


Project : The Urban Studio
Teacher : James Victore
Subject : Advertising and Design, School of Visual Arts, New York, New York, USA

4003

ในฐานะผู้สอน ช่วยอธิบายโปรเจกต์นี้หน่อย

โปรเจกต์นี้ชื่อ The Urban Studio เราต้องการให้นักเรียนได้งานเสร็จสมบูรณ์มาหนึ่งชิ้น, เป็นงานที่ไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยพาณิชย์ และเป็นงานที่เข้าถึงคนทั่วไปในเมืองนิวยอร์ค

เราอยากให้นักเรียนได้ลิ้มรสชาต การทำงานที่เสร็จสมบูรณ์ พอลิ้มรสนั้นแล้วนักเรียนจึงเกิดความกระหายที่จะทำให้มากกว่านี้

แต่ในความเป็นจริง คลาสเน้นความสำคัญไปยังความกล้าหาญ เราผลักให้นักเรียนไปอยู่ในสถานการณ์ที่กราฟิกดีไซน์ไม่ได้ทำงานโดดๆแต่พวกเขาต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในที่สาธารณะ

มันก็เกินความคาดหมายนะ

 

โปรเจกต์นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ความผิดหวัง! ผมผิดหวังกับการปฏิสัมพันธ์แบบโฆษณาๆ*
อีกอย่างผมผิดหวังกับที่ปรึกษาอาวุโสของนักเรียนด้วย

( *เดาจากคนแปล ปกติเวลาเรียนออกแบบมักจะได้เรียนในเชิงพาณิชย์ ต้องขายของ ต้องตอบโจทย์ ต้องตอบสนองอุตสาหกรรม อาจารย์คงเบื่อมากเลยลองให้โปรเจกต์ที่ได้ทำงานกับความเป็นมนุษย์ทั่วไปดูบ้าง)

 

คุณหวังจะได้รับอะไรจากนักเรียนในโปรเจกต์นี้บ้าง

ผมหวังว่าพวกเขาจะตื่นเต้นกับกราฟิกดีไซน์มากขึ้น

 

มีอะไรเซอร์ไพรส์ในโปรเจกต์นี้บ้าง

พอเราทำโปรเจกต์นี้นอกห้องเรียน มีสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เกิดขึ้นเยอะ เช่น การร่วมงานกับคนอื่นๆ อย่างตำรวจ โฮมเลส นักเรียน ไปจนถึงชาวเมืองนิวยอร์ค

มีนักเรียนของเราคนหนึ่งทำแคมเปญ Free Hugs (ให้ใครก็ได้เข้ามากอด) เป็นเวลายี่สิบนาที ผลลัพธ์ที่ได้มันจริง และเราพบว่ามนุษย์เนี่ยดีกว่าที่คิด

มีนักเรียนอีกคนเป่าลูกโป่งฟองสบู่แถวๆ Union Square ซึ่งเป็นจุดที่มีคนประมานเจ็ดพันถึงหนึ่งหมื่นคน

 

คุณพบสิ่งที่คุณคาดหวังรึเปล่า

น่าจะนะ พอดีเป็นคนที่มีความคาดหวังสูง ผมอาจจะต้องรออีกหน่อยเพื่อให้ได้เห็นว่านักเรียนเหล่านี้จะเป็นมืออาชีพประเภทไหนในอนาคต

 


ในมุมของ Irina Lee (นักเรียน)

Screen Shot 2016-08-17 at 4.17.08 PM

คลาสเรียนไหนที่คุณประทับใจที่สุด?

โปรเจกต์ Urban Studio อาจารย์ให้พวกเราออกแบบสัญลักษณ์บนถนน และให้พวกเรานำมันไปติดตั้งบนพื้นที่สาธารณะ ในตำแหน่งที่คนจะมองเห็นได้

โปรเจกต์ “My Mom/ Your Mom” เลยเกิดขึ้น : ฉันทำป้ายเตือนให้แม่นัดตรวจรังสีเต้านม

 

อธิบายหน่อยว่าทำไมคุณถึงสนใจมันเป็นพิเศษ

โปรเจกต์นี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของฉัน แล้วมันเป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญ แม่ของฉันเพิ่งตรวจพบเนื้องอกมะเร็งเต้านมอายุห้าปี อันที่จริง มันเป็นมะเร็งประเภทที่ตรวจพบและรักษาได้ง่ายถ้าตรวจแต่เนิ่นๆ

แม่ไม่เคยตรวจมะเร็งเต้านมเลย ถ้าฉันรู้มาก่อนฉันคงจะเตือนให้แม่ไปตรวจเป็นประจำ เราจะได้รักษาได้ตั้งแต่ปีแรกๆ  ฉันเลยคิดว่า ถ้าเราให้ความรู้กับลูกๆ ทุกคน ให้ดูแลสุขภาพของพ่อแม่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากคลาสนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ฉันได้ก้าวข้ามความกลัวของตัวเอง

อาจารย์บอกว่างานที่ดีมากๆ จะต้องออกมาจากความรักที่ยิ่งใหญ่หรือความกลัวที่ยิ่งใหญ่ เขาสอนให้ฉันดีไซน์ออกมาจากหัวใจ และทำไปให้ไกลกว่าการทำอะไรก็ได้ โปรเจกต์นี้พาฉันไปเผชิญหน้ากับความกลัวอย่างใกล้ชิด และนำพาความกลัวออกไปจากตัวฉัน เป็นคลาสที่มีพลังและมีความหมายอย่างไม่น่าเชื่อ

คุณอยากได้อะไรจากการเรียนการสอนในห้องเรียน

ฉันอยากได้โปรเจกต์ที่ทำให้ฉันกลัว ฉันอยากก้าวข้ามเซฟโซนของตัวเอง ฉันอยากได้คลาสเรียนที่สร้างความแตกต่าง

 

คลาสเรียนแบบไหนที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ

มันต้องเป็นเรื่องเฉพาะตัวน่ะ โปรเจกต์นั้นๆจะต้องโดนกับประสบการณ์และความรู้สึกของฉัน ฉันเรียนรู้ว่าถ้าเราทำอะไรที่โดนจริงๆ ทำน้อยจะได้มาก คุณพูดแค่นิดเดียวแต่คนเป็นพันๆ คล้อยตามคุณได้งี้

 

คุณชี้วัดคลาสเรียนที่ประสบความสำเร็จไว้อย่างไร

เมื่อคลาสเรียนมีชีวิตในตัวเองและเริ่มยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณ คุณค้นพบว่าคุณเป็นเจ้าของมันและคุณต้องทำงานกับมัน คุณพบว่าคุณไม่ยอมหยุดอยู่แค่การทำให้เสร็จๆ แต่คุณได้การก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และคุณยังคงขยายขีดจำกัดของคุณไปเรื่อยๆ แบบนี้ล่ะมั้งถึงเรียกว่าประสบความสำเร็จ

 

มีคลาสเรียนที่เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของคุณบ้างไหม

ทุกงานที่ฉันทำใน Urban Studio สอนให้ฉันแก้ความเข้าใจผิด (unlearn) ในทุกๆอย่างที่ฉันเคยคิดเกี่ยวกับการดีไซน์ ตอนแรกที่เข้าคลาสนี้ฉันโฟกัสที่การดีไซน์แบบเนี้ยบกริ๊บสุดๆ พยายามทำให้อะไรๆถูกต้องไปซะหมด แต่อาจารย์บอกฉันว่า ดีไซน์จะว่างเปล่าทันทีถ้ามันไม่มีความเฉพาะตัว (personal)

เขาช่วยหาวิธี ว่าทำอย่างไรเราจึงจะกล้าหาญและได้ทดลองทำอะไรเสี่ยงๆ

จะมีประโยชน์อะไรถ้างานนั้นๆ ไม่สัมผัสและไม่หยิบจับอะไรจากข้างในตัวเรา ?

ก่อนหน้านี้ฉันยึดติดกับ Design Brief ของลูกค้าหรือของอาจารย์ รวมไปถึงตัวชี้วัดอื่นๆในโปรเจกต์ ฉันให้น้ำหนักกับทุกอย่างยกเว้นหัวใจของตัวเอง แต่ฉันเรียนรู้ในภายหลังว่าไม่มีอะไรเป็นปัญหาเลยตราบใดที่เรามีความสุขกับงานอย่างซื่อสัตย์

ตอนนี้ฉันทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง เพื่อแม่ และเพื่อผู้คนที่ฉันรัก ฉันจะทำตามสิ่งที่อยู่ข้างในหัวใจของฉันและยิ้มต่อไป 🙂

 


สำหรับหนังสือส่วนที่เหลือ จะรวมโจทย์+ผลงานนักเรียนจากสถาบันต่างๆ (มีบรีฟของโจทย์สั้นๆ) ดูโจทย์ดูงานแล้วก็รู้สึกว่า บางโจทย์กลับคล้ายๆโจทย์ที่เราได้ตอนเรียน ตัวชี้วัดก็เหมือนๆกัน ทำไมผลลัพธ์ออกมาไม่เหมือนกัน *_*

เรารู้สึกว่างานในห้องเรียนที่เราเรียนไม่หลากหลายเท่างานในหนังสือ
ทั้งที่เป็นโจทย์แบบเดียวกัน

หรือขณะอ่านบทสัมภาษณ์นักเรียนต่างประเทศ เรารู้สึกว่าเขาอธิบายสิ่งที่เรียนรู้ได้ดี อธิบายได้อย่างเป็นระบบ

ชวนให้คิดเหมือนกันว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นตอนไหน และมีน้ำหนักมากที่สุดในตอนไหน 

ใช่ตอนที่อดหลับอดนอนทำงาน
หรือตอนทำงานเสร็จ ตัดเกรด ได้ A B C D
หรือเป็นตอนที่เราได้กลับมาทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น

น่าตั้งคำถามต่อไปอีกว่าที่ “อธิบายไม่ได้” เกิดจากอะไร? เป็นไปได้หลายอย่างตั้งแต่ เข้าใจแต่ไม่กล้าอธิบาย, พูดไม่เก่ง ไม่มั่นใจ, ไม่ชินกับการเรียบเรียงเพื่ออธิบายความคิด เพราะตั้งแต่เรียนอนุบาล – มัธยม การศึกษาของเราไม่เคยสนับสนุนความคิดเห็นส่วนตัวของนักเรียนมาก่อน เราผ่านการเรียนแบบท่องจำ หาถูกผิด และทำให้ได้ตามมาตรฐานส่วนกลาง (ซึ่งเป็น Absolute Truth) มาตลอด

ถ้าอธิบายไม่ได้ ถือว่าการเรียนรู้นั้นไม่สมบูรณ์รึเปล่า?

หรือเรายอมรับให้เป็นการเรียนรู้ในฐานะประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ยังไม่ต้องเข้าใจก็ได้ (แต่ในมุมมองของเรา การอธิบายกระบวนการเรียนรู้ได้มีประโยชน์กับนักเรียนและดีต่อการศึกษามากกว่า)

น่าตั้งคำถามอีกว่า หากในชีวิตนักเรียนไทยไม่เคยได้รับโอกาสในการ Express เหตุผลและอารมณ์ของตัวเองมาเป็นเวลากว่าสิบสองปีในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยจะสร้างโอกาสในการครุ่นคิด เรียบเรียง นำเสนอ และเรียนรู้ ให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างไร

เรื่องสุดท้ายที่ชวนให้คิดคือ มีกระบวนการอะไรบ้างที่หล่นหายไปกลางทาง

จากประสบการณ์ของเรา ขั้นตอนที่หล่นหายไปเสมอมักเป็นขั้นตอน “สรุปการเรียนรู้ส่วนบุคคล” ในสมัยเรียน เราได้เรียนในอัตราเร็วที่แปลกประหลาด ช่วงเลคเชอร์ยาวนาน ทดลองทำก็นาน แต่ช่วงคอมเมนต์กลับก็สั้น

ช่วงที่ผู้เรียนได้ครุ่นคิดเพื่อดูวิธีการทำงานของตัวเองหลังส่งงานเสร็จ กลับเป็นช่วงที่สั้นที่สุดหรือแทบไม่เคยเกิดขึ้นในคลาสเรียนเลย งานเสร็จไฟนอลเมื่อไหร่ เราจะได้รับงานชิ้นใหม่ในทันที

ความฟินของงานไฟนอลกลับเน้นไปที่การ “เสร็จ” และรอฉลองหลังจากอดนอน+อดทนแก้งาน เราปฏิบัติกับงานเหมือนเป็นภาระหนักอึ้งที่อยากรีบๆส่งและหนีจากมันไปให้พ้นๆ

จึง เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เรามีโอกาสได้ใคร่ครวญถึง Performance ที่ผ่านมาอย่างซื่อสัตย์และเปิดเผยน้อยเหลือเกิน

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังงานจบ จึงเกิดอย่างหยาบๆ ในระดับความพอใจหรือไม่พอใจ

งานดี อาจารย์ชม ก็ดีใจ
งานไม่ดี ก็ไม่อยากพูดถึง เฟลกันไป

การครุ่นคิดถึงกระบวนการไม่ถูกบรรจุในหลักสูตร ใครจะคิดหรือไม่คิดก็ได้ ทั้งที่เป็นขั้นตอนที่สำคัญ

ถ้าการศึกษา มีช่วงเวลาอีกสักนิดให้เราได้ครุ่นคิดถึงการเรียนรู้ภายในตัวเอง เราจะไม่เสียใจที่ทำผิดพลาด, ถ้าห้องเรียน ท้าทาย เปิดกว้าง และยกระดับนักเรียนได้ ห้องเรียนคงมีความหมายขึ้นมาก


 

บล็อกนี้เขียนถึงเรื่องในระบบการศึกษา แต่ในบล็อกหน้าจะเขียนถึงหนังสือ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ซึ่งผู้เขียนเป็นคนไทย และพูดถึงการเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์เรียนและทำงานออกแบบ เป็นหนังสือ Self Help แบบเบาๆ สำหรับนักเรียนและสำหรับคนในระบบการศึกษา

ในหนังสือตั้งคำถามประมาณว่า

“ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราละทิ้งการเรียนรู้ด้วยตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ และหันไปพึ่งระบบการศึกษาอย่างสิ้นเชิง”

นั่นสิ ทำไมนะ

 

Stay Tuned 😀

 

 


300x4009781592537594

Title : Design School – Extraordinary Class Projects from International Design Schools
Author : Steven Heller & Lita Talarico
Year : 2009
ซื้อที่งาน Big Bad Wolf ราคา 230 บาท

รีวิว Democracy After Death – ประชาธิปไตยหลังความตาย

รีวิว Democracy After Death – ประชาธิปไตยหลังความตาย

เรื่องย่อ : หนังกึ่งสารคดี รวมเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองร่วมสมัยเริ่มเล่าตั้งแต่หลังความตายของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ (ปี 49) มาจนถึงปัจจุบัน (ปี 59) คือเราจะได้ฟัง narrator นั่งหลอนๆอยู่ริมทะเลในช่วงพลบค่ำเพื่อเล่าเรื่องราวประเทศไทยหลังความตายให้วิญญาณของลุงนวมทองฟังไปจนฟ้าสาง

ความคาดหวัง : มาดูด้วยเหตุผลส่วนตัว เลยไม่คาดหวังอะไรเลย ฟีลแบบ ไหน จะชี้นำอะไร จัดมาซิ แล้วก็ปล่อยตัวเองให้ไหลตามหนังไปเรื่อยๆจนจบ และนี่คือเหตุผลที่เราชอบ

————————————————

1. Capture the Emotion :

เราอาจจะมีหนังการเมืองที่พูดถึงความคิดเห็น

แต่น้อยครั้งที่จะมีหนังที่พูดถึงความรู้สึก

ดูจบแล้วอืมความรู้สึกนี่สำคัญจัง

สันติภาพที่เราปรารถนาจะมาถึงยังไงนะ

ถ้าบาดแผลของคนที่ยังมีชีวิตไม่ถูกเยียวยา?

มันมีคนที่มีแผลอยู่นะ หนังเรื่องนี้น่าจะทำให้เราเข้าใจความเจ็บปวดของเขามากขึ้น

เข้าใจเพื่อให้เกิด Empathy และมีสติในการดำเนินชีวิตในอนาคตน่ะนะ

————————————————

2. No Compromise :

หนังไม่เป็นกลางและไม่กลัวคนเกลียดโคตรพังก์หายากในหนังการเมือง

(เพราะปกติแล้วหนังการเมืองต้องเก๊กเป็นปัญญาชนไง แต่พอดีเรื่องนี้เล่าแบบไพร่ๆ)

หนังพูดแทนคนจำนวนมากที่รู้สึกต่อชุดเหตุการณ์ชุดนี้แบบไม่กั๊ก

ก็ในเมื่อคนมันเจ็บจริง โกรธจริง รู้สึกว่าถูกกระทำจริงๆ และตายกันจริงๆ

ทำไมเราจะโกรธไม่ได้?

ทำไมเราจะเจ็บไม่ได้?

หนังไม่ปราณีคนดู ไม่พูดภาษาดอกไม้เพื่อโน้มน้ามให้เราคล้อยตาม

ไม่เห็นใจกูก็เรื่องของมึง แต่นี่คือความเจ็บปวดของกู

ไม่เห็นใจกูก็เรื่องของมึง แต่นี่คือความเป็นจริงในโลกของกู

ไม่เห็นใจกูก็เรื่องของมึง แต่มึงจะบอกให้กูลืมความเจ็บปวดของกูไม่ได้

ไม่เห็นใจกูก็เรื่องของมึง แต่นี่คือโลกที่เราอยู่ร่วมกัน

การไม่ประณีประนอมเป็นเหตุผลที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้

คือเราต้องมี Tolerence ในการมองความจริงที่เจ็บปวดให้ได้

เราถึงจะเข้าใจและเห็นใจกัน

————————————————

3. Death is for everybody :

ดูจบแล้วเราตั้งคำถามถึงคุณค่าของชีวิต และคุณค่าของความตาย

ปี 49 ลุงนวมทองแขวนคอตายเพื่อลบคำสบประมาทของทหารคนนึงที่บอกว่าไม่มีใครตายเพื่ออุดมการณ์หรอก” – ไม่ว่าสิ่งที่ลุงนวมทองทำจะสมเหตุสมผลในความคิดของเราหรือไม่ หนังชี้ชวนให้เราวางการตัดสินของเราไว้สักพักเออ ลุงตายจริง

และต่อๆมาอีกหลายๆปี ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคนฝั่งไหน

ก็มีคนตายกันจริงๆ

ประชาธิปไตยหลังความตาย แบความเจ็บ ความตาย มาร้อยเรียงกัน ตั้งแต่ปี 49-59 (มีย้อนไปยุคตุลานิดหน่อย) เห้ย คนเราตายกันจริงๆว่ะ ตายเพราะเชื่อในเหตุผลที่ทำให้อยากมีชีวิตอยู่นี่ล่ะ

ถ้าความตายเป็นของเรา แล้วชีวิตเราเป็นของใคร?

ถ้าเราไม่ต้องการแลกชีวิตของเราเพื่ออุดมการณ์ เราจะมีพื้นที่ในใจให้คนที่ยอมแลกบ้างไหม?

มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เราเรามองข้ามเหตุผลของคนที่อยากมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ?

แล้วในอนาคตล่ะ

ความตายจะมาเยือนเราเมื่อไหร่ จะมาในรูปแบบไหน ?

ในเมื่อเหตุแห่งความตายยังดำรงอยู่ และวนเวียนเป็นลูปที่รอวันปะทุ

ดูแล้วคิดเรื่อยๆ ว่าเราจะจัดการชีวิตก่อนความตายของตัวเองยังไงให้มีคุณค่าได้บ้าง

————————————————

สรุปในภาพรวม : เป็นหนังที่เรา appreciate การดูและตีความต่อในฐานะหนังของศิลปิน เพราะถ้าดูในฐานะสื่อหรือพอพพะกองด้า ก็จะรู้สึกว่ามันเป็นสื่อหรือพอพพะกองด้านั่นแหละ ตีความว่าเป็นหมากของใคร ทำเพื่ออะไร ทำถึงยอดในทรรศนะของเรามั้ย ทำได้ แต่ไม่สนุกที่จะดูในแบบนั้น

อย่างที่บอกไปตอนแรกว่ามันเป็นหนังแสดงอารมณ์อิงความจริง แสดงภาพ Timeline ตามจริง  แต่ก็เป็น Timeline ที่ไม่ได้ฉายวิวัฒนาการของความคิด สิ่งที่คุณจะเห็นจากหนังคือประวัติศาสตร์ความรุนแรงร่วมสมัย ดูแล้วแคะได้ว่าความรุนแรงมันก่อร่างสร้างตัวมายังไงตั้งแต่ปี 49 และน่าคาดการณ์ต่อว่า ถ้าเรายังไม่เห็นใจกันจริงๆความรุนแรงจะกลับมาอีกครั้งได้ยังไงในอนาคต

Democracy After Death เป็นหนังที่ไม่ปราณีคนดู (ย้ำอีกครั้ง)

คุณจะมีความเห็นใจได้ไหมถ้าคนที่เล่าเกรี้ยวกราดใส่คุณ

คุณจะเข้าอกเข้าใจคนอื่นได้ไหมถ้าคนที่เล่ากำลังโกรธคุณ

คุณจะมีความเห็นอกเห็นใจได้ไหมถ้าคนที่เล่าสู้แล้วสู้อีก ตายแล้วตายอีก ต่อหน้าคุณ

คุณเห็นความรู้สึกในหนังเรื่องนี้ไหม?

Democracy After Death : ภาพยนตร์โดย Anonymous

โลกเวทมนตร์กับคาถาลบความทรงจำ

ตอน ป.4 ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมผู้ใหญ่ที่อ่านเจ้าชายน้อยถึงบอกว่า ความเป็นเด็กถึงสำคัญ ต้องรักษาไว้เมื่อโตขึ้น แต่ฉันชอบคอนเสปของมันมากเพราะมันเชิดชูความเป็นเด็ก ช่างต่างจากคำขวัญทางการศึกษาในสังคมที่ฉันอยู่เสียจริง ที่นี่เราสอนเด็กๆว่าเด็กน่ะไร้ความสามารถในการตัดสินใจ ถ้าเธอเชื่อฟังผู้ใหญ่ เธอจะตัดสินใจถูก และมีชีวิตที่ดี
.
.
ห้าสหายผจญภัยพาฉันไปสำรวจอันตรายในพื้นที่ที่ฉันไม่เคยอนุญาตให้ไป ในที่ที่ฉันอยู่ เธออายุ 14 เธอเดินออกไปนอกบ้านโดยลำพังเธอก็มีสิทธิถูกลักพาตัวไปขาย หรือถูกรถมอร์เตอร์ไซค์เฉี่ยวชนบนทางเท้า
.
.
แจกเกอลีน วิลสัน ปลอมประโลมฉันว่าทุกครอบครัวมีปัญหา ผู้ใหญ่เองก็หวั่นไหวและทำเรื่องผิดพลาดกันทั้งนั้น ครอบครัว ความสัมพันธ์ ประกอบขึ้นจากคนหลายๆคนที่แตกต่างกัน เธอไม่ใช่เด็กที่เจอปัญหาอย่างโดดเดี่ยวหรอกนะ ภาพตัดมา ในสังคมที่ฉันอยู่ เราเชิดชูครอบครัวในอุดมคติ สั่งสอนให้เคารพพ่อแม่ของเราในทุกๆ กรณี ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่านี ก็เพียงเพราะเขาเป็นพ่อแม่เรา
.
.
แฮร์รี่ พอตเตอร์ หลุดออกจากโลกที่ควบคุมอิสรภาพของเขาไปสู่โลกใหม่ แต่ในโลกใหม่นั่นเองที่เขาได้พบกับอันตรายและความอยุติธรรม โวลเดอร์มอร์เป็นคนแรกที่สร้างแผลเป็นให้กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่คนที่สองคือโดโลเรส อัมบริจด์ เธอสั่งให้แฮร์รี่คัดลายมือว่าจะไม่ทำผิดอีก (ซึ่งเป็นความผิดที่เขาไม่ได้ทำ) ทุกครั้งที่คัด ลายมือของแฮร์รี่จะปรากฏเป็นรอยกรีดลงบนหลังมือของตัวเอง ตลอดระยะเวลานั้นแฮร์รี่พบกับความสูญเสียสารพัด แต่เมื่อโลกเวทย์มนตร์เปลี่ยนไป คนที่เหลือทั้งหมดล้วนเป็นอิสระอย่างเท่าเทียมกัน ในโลกเวย์มนตร์ที่ฉันอยู่ เรามักพร่ำสอนกันว่าคนตัวเล็กๆเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก ถ้าอยากเปลี่ยนคุณต้องมีอำนาจ และการที่คุณจะมีอำนาจได้นั้นคุณต้องสยบยอมต่ออำนาจเสียก่อน
.
.
ในโลกเวทย์มนตร์ที่ฉันอยู่ โรงเรียนคือสถานฝึกให้เชื่องและฝึกให้ชิน เมื่อเด็กๆโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาจะเริ่มสงสัยว่าชีวิตที่เหลือคืออะไร เพราะชีวิตในโรงเรียนมัธยมมีไว้เพื่อเรียน เล่นสนุก และรอวันสอบไปวันๆ มหาลัยมีไว้เพื่อเรียน เล่นสนุก และรอวันหางานทำไปวันๆ แต่เมื่อมีงานทำแล้ว พวกเขาเริ่มสงสัยว่าถ้าไม่มีเรียนไม่มีสอบแล้ว เขามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร
.
.
คนที่โตกว่าพวกเขาพากันส่ายหน้า บอกว่าคนพวกนี้เป็นผลผลิตที่เลวของการศึกษา แม้แต่ความรับผิดชอบก็ยังไม่มี ! เรียนหนังสือมา 20 กว่าปีในหลักสูตรที่เน้นความเป็นระเบียบ ความเชื่อฟัง เหมือนจะไม่ช่วยให้พวกเธอเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้นมาเลย ! ถ้าพวกเธอไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อตัวเอง เธอก็ต้องทำเพื่อคนอื่นสิ ทำให้พ่อแม่ของเธอยินดีก็ได้ !
.
.
และเมื่อสิ้นหวังกับตนเองอย่างถึงที่สุดแล้ว พวกเขาก็จะสยบยอมให้ระบบสั่งสอนต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองที่พวกเขายังมีเหลือ ก็เหลือเพียงการได้ทำอะไรเล็กๆน้อยๆเพื่อให้รางวัลตัวเองนานๆครั้ง และเมื่อพวกเขามีลูก พวกเขาก็ปกป้องลูกจากอันตรายต่างๆ ไม่ให้ลูกถูกเฉี่ยวบนทางเท้า ไม่ให้ลูกถูกลักพาตัว อันตรายที่พวกเขามีตอนเด็กๆ ไม่เคยดีขึ้นในยุคนี้เลย
.
.
พวกผู้ใหญ่จึงคิดหาทางแก้ปัญหา เด็กๆในอนาคตจะปลอดภัยขึ้นถ้าเด็กๆกลัวอันตรายมากขึ้น และถ้าหลักสูตรการเรียนการสอนเข้มงวดขึ้น เด็กๆก็จะมีความรับผิดชอบต่อชีวิตมากขึ้น เด็กๆต้องเรียนรู้ว่าเราเปลี่ยนโลกไม่ได้แต่เปลี่ยนตัวเองได้ ช่างฉลาดอะไรเช่นนี้ แค่เปลี่ยนตัวเองให้ชินกับปัญหา ทุกอย่างก็จบ!
.
.
ทางเท้าในโลกเวทย์มนต์ยังไม่ถูกแก้ปัญหาเหมือนกับสมัยสี่สิบปีก่อน พวกเขารู้ว่าถ้าปล่อยให้เด็กๆเดินบนทางเท้าโดยลำพัง เด็กๆจะถูกรถเฉี่ยวชนและอาจถูกลักพาตัว แต่พวกเขาเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาจะสอนให้เด็กๆ รู้จักระวังอันตรายเป็นอย่างดี
.
.
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นผู้ใหญ่พวกเขาก็ยังมีด้านที่อ่อนไหว ความทรงจำดีๆเกี่ยวกับความเป็นเด็กที่มี จำได้เพียงว่า ตอนเป็นเด็ก เจ็บสุดแค่ตอนหกล้ม
.
.
แต่พวกเขาจำช่วงเวลาที่เคยอยากรู้อยากเห็นกับชีวิต มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังในตัวเองไม่ได้เลย

#โลกเวทย์มนตร์กับคาถาลบความทรงจำ

ทิ่มให้สุด

  • โตขึ้นอยากเป็นอะไร
  • อนุบาล – นักวาดการ์ตูนแก๊ก
  • ประถม – คนทำเว็บ นัดวาดคอนเสปอาร์ต
  • มัธยมต้น – แรกๆก็วาดการ์ตูน วาดเป็นรูปๆลงบอร์ดให้คนวิจารณ์ แต่ต่อมาก็สนใจงานกราฟิกดีไซน์แบบจริงจังมาก ส่งงานไปแจมงานที่ให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วม โตมากับวัฒนธรรมอินเตอร์เน็ต โพสงานลงเว็บบอร์ดแล้วพูดคุยกับหลายๆคนที่แก่กว่า จะแก่กว่ากี่ปีก็ไม่มีระยะห่างงี้ คือดีมาก
  • มัธยมปลาย – ก็ยังเป็นงานวาดๆ กราฟิกๆ แต่มีทำหนังถ่ายรูปมาเพิ่ม มีจ้อบออกแบบ วาดภาพ ทำหนังสือ ทำโลโก้อยู่เรื่อยๆ
  • ปี 1 – ช็อค รู้สึกว่าการเรียนรู้ที่ผ่านมาไม่มีความหมายในระบบศึกษา อยู่กับเมาส์ปากกามาตั้งแต่เด็ก ใช้พู่กันไม่เก่ง ลงสีน้ำไม่เก่ง คราฟต์ไม่เก่ง รุสึกด้อยๆในห้องเรียนเลยหนีไปประกวดแอด หนีไปทำโมชัน ทำวีดีโอ กูคราฟต์ไม่เก่งก็ต้องมีที่ยืนที่อื่นงี้ / ช็อคสุดคือวัฒนธรรมการเรียนรู้ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา การเรียนรู้ไม่เคยเป็นของสูง สมัยที่เรียนกับพวกพี่ในเว็บบอร์ดเอาจริงก็เป็นรุ่นใหญ่ทั้งนั้น แต่เขาวางตัวเท่าๆกับเรา ไม่เหมือนบรรยากาศในโรงเรียน / จริงๆ ชอบวิชาการมาก เสียดายที่เรียนวิชาการเรียนแต่ห้องเรียนใหญ่ยักษ์เลยไม่มีโอกาส discuss กับอาจารย์ / ไปเจอพี่คนนึงในงานเฟรชชี่ไนท์ แกบอกชอบอะไรให้ทิ่มให้สุด เป็นคำที่ติดหัวมาถึงทุกวันนี้
  • ปี 2 – ใช้ทักษะการวาดหาเลี้ยงชีพแบบงงๆ เริ่มคิดเยอะละว่ากูชอบอะไรกันแน่ เพราะหลายคนก็ดูจะมีทักษะที่ตัวเองชอบ แต่ทำไมเรายังหาไม่เจอซะที เหมือนเราแค่อยากทำนั่นนี่เป็น พอทำเป็นประมาณนึงแล้วก็จะไม่อยากทำต่อ (ทำเป็น = รับงานจ้างโดยไม่บอกเค้าว่าเป็นนักศึกษา ประกวดแล้วชนะงี้ ) ถึงจุดนึงจะเริ่มเอ๊ะ ว่านี่ใช่จริงๆเหรอ  / ไฟในการเรียนรู้เริ่มเฉา
  • ปี 2 เทอมปลาย – ทำงานประจำไปด้วย รับผิดชอบตัวเองทุกอย่าง แรกๆก็เฮิร์ทเพราะไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อนเหมือนเมื่อก่อน แต่อ่านกฤษณะมูรติแล้วเฮิร์ทกว่า เกือบลาออกเพราะรู้สึกว่าการศึกษาที่เหมาะกับเราไม่ได้อยู่ในโรงเรียน การศึกษาของเราคือความอยากรู้อยากเห็นที่เคยมีเยอะมาตลอด (จนกระทั่งมาหมดตอนเข้ามหาลัย) ตั้งคำถามเยอะว่าเราทำสิ่งต่างๆไปทำไม
  • ปิดเทอมปีสอง ออกไปท่องโลกกว้าง เป็นช่วงที่ทำงานกับจิตวิญญาณเป็นส่วนใหญ่ เริ่มรู้สึกว่าการเลือกอะไรสักอย่างเพราะแค่ทำได้หรือมีความถนัดมันไม่พอ ยังเหลือด้านนึงที่เราไม่ค่อยได้ดูแลมันให้ดีๆก็คือด้านจิตวิญญาณ ด้านความหมายของการใช้ชีวิต
  • การท่องโลกนี้เองที่ทำให้เปลี่ยนใจ จากตอนแรกที่คิดว่าจะเรียน ad เพราะจะได้คิดเยอะๆ (ถนัดคิดงี้) ก็ไม่อยากเรียน ad แล้ว เพราะถึงจะคิดจะทำ ad ได้ แต่จิตวิญญาณเราไม่อินด้วยก็คงไม่โอเค / ตั้งคำถามว่าเราอินกับอะไร / ค้นพบว่าสิ่งที่อินเปลี่ยนไปจากตอนเป็นเด็กมัธยมโดยสิ้นเชิง อย่างตอนมัธยมเราอาจจะอินกับศิลปะ ความสวยงาม การแสดงออกทางประสบการณ์ของปัจเจก ของอารมณ์ไรงี้ แต่พอลงพื้นที่ทำงานกับปัญหา เจอความเหลื่อมล้ำ เจอความไม่ยุติธรรม ก็รู้สึกอินกับปัญหาขึ้นมาแทน
  • ซึ่งการเปลี่ยนอะไรพวกนี้มันเป็น Point of no return เห็นปัญหาไปแล้ว เราลบมันออกจากความทรงจำไม่ได้ จากที่อินกับการ decorate ก็เปลี่ยนไปอินกับความเป็นจริงหรืออินกับ function แทน
  • เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่มาก เพราะถ้าจะเข้าใจการทำงานของระบบและเห็นผลลัพธ์ได้ จะต้องมองโดยตัดการตกแต่งออกไปให้เหลือแต่ข้อเท็จจริง หรือมองการตกแต่งในฐานะขั้นตอนที่ให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ วิธีคิดและการให้คุณค่าแม่งเปลี่ยน ทีนี้เหลืออีกสองปีกับการเรียน decorate จะอยู่ต่อยังไง?
  • ปี 3 – ได้เลือกวิชาเรียนแบบเฉพาะด้านซะที แต่สายไปละ ไม่เหลือความสนใจในด้าน decorative ละ (ยิ่งไปทำบริษัท ก็ชอบงานระบบ งานคอนเท้น แล้วก็คิดว่าถ้าคราฟต์ไม่เก่งเราจ้างคนเก่งมาทำก็ได้นี่หว่า) / ลงเรียนวิชาที่อาจารย์เข้าใจเรา แล้วก็เอาเวลาที่เหลือหลังเลิกเรียนไปทำอะไรนอกห้องเรียนกับยังฟิม / สนใจงานสังคม วัฒนธรรม การเมือง แบบจริงจัง รู้สึกว่าเจอแพชชั่น / เป็นช่วงที่ลงคอร์สนอกเยอะมาก ทำให้ได้รู้จักศาสตร์เกี่ยวกับความคิดหลายๆศาสตร์ ทั้ง System Thinking, Human Centered Design, Service Design ไรงี้
  • ปี 4 – ชินกับการอยู่นอกมหาลัยเป็นหลัก ชีวิตเริ่มสมดุล กลับมาเรียนแบบ neutral ได้ละ คือไม่ได้เรียนไปอึดอัดไปเหมือนปีก่อนๆ อาจเพราะอาจารย์เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้จาก teacher มาเป็น mentor ก็เลยเข้าทางของนี่มากขึ้น / เจออาจารย์ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ส่วนตัวแล้วก็รู้สึกดีต่อหัวใจ นี่แหละที่ฉันตามหา / ทำสเปในเรื่องที่อยากทดลอง ทำทีสิสในเรื่องส่วนตัว จะได้มีแรงทำให้จบแบบไม่ทุกข์
  • รักการเรียนจบที่สุด เพราะไม่มีพันธะ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องตามใคร ตัดสินใจเลือกชีวิตเองทั้งหมด โคตรดี
  • หลังจากโบยตีตัวเองในช่วงปีหลังๆของการเรียน ก็เรียนจบในจังหวะที่งานมั่นคงพอดี ไม่มีปัญหาเรื่องเคว้งหรือต้องปรับตัวกับชีวิตวัยทำงาน (เพราะเฮิร์ทไปแล้วตั้งแต่ตอนปี 2) แถมงานยังเลือกได้ด้วยว่าจะทำกับใครบ้าง / แต่อยู่แบบนั้นได้ 3 เดือน ก็อยากทำผลงานที่อิมแพคจริงๆจังๆ รู้สึกว่าพัฒนาความคิด งานทฤษฏีมาเยอะแล้ว ลองผิดลองถูกมาเยอะแล้ว อยากมีประสบการณ์ที่เคลมได้จริงๆบ้าง
  • ถามตัวเองว่าถ้าอยากสร้างประสบการณ์เพื่อเป็น specialist ในอะไรสักอย่าง อยากศึกษาเรื่องอะไร
  • สิงหาคม 59 – มีงานอาสาสมัคร graphic design ไปฝรั่งเศส หลายๆคนก็เชียร์ให้ส่ง แต่โคตรคิดเยอะทั้งๆที่ก็น่าจะส่งได้ (เพราะได้ภาษาด้วยงี้) แต่ไม่ได้ชอบการทำกราฟิกดีไซน์นี่ดิ แล้วตกลงกูชอบอะไร
  • อยู่ๆก็เลยแคะตัวเองออกเฉยเลย ว่าถ้าต้องเรียนต่อเพื่อเป็น specialist ในอะไรสักเรื่อง อยากทำเรื่อง system design ซึ่งมีที่มาจากความสนใจในเรื่องการเมืองและการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ – เราเชื่อว่าระบบที่ดี ได้ผลกว่าการเรียกร้องหาคนดี
  • แรงบันดาลใจที่ชัดที่สุดคือตอนไปกัมพูชา กัมพูชาเป็นประเทศที่ ATM ไม่ทั่วถึง แต่มีระบบของเอกชนที่เอาไว้ส่งเงินข้ามพื้นที่กันแบบ กึ่งแมนวลกึ่งออโต้ แบบเฮ้ย น่าสนใจมาก คิดได้ไงและทำยังไงให้คนมาใช้แบบทั่วถึง / เริ่มสนใจการออกแบบปรับปรุงระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ในโลกที่สามอย่างจริงจัง เช่น งานราชการที่น่าจะ automate ได้ ทำไมไม่ทำให้ง่ายๆ / ทำไมบางประเทศถึงสะอาด / ทำไมสวนสาธารณะของบางประเทศถึงไม่มีคนมาใช้ / user innovation ทั้งหลาย
  • ถ้าให้จำกัดความสายงานที่หมกมุ่นได้ตลอดชีวิตคงเป็นอะไรพวกนี้
  • ซึ่ง สายงานนี้ ไม่มีสอนในระดับปริญญาตรีของไทยแน่นอน  – เฮ้ย ดีแล้วที่ไม่รีบทิ่มให้สุด เพราะช้อยที่ใช่จริงๆ มันไม่มีให้เลือกแต่แรกนี่หว่า (ถ้าไม่บังเอิญไปลงเรียนคอร์สออนไลน์ของ MIT ก็คงไม่รู้ว่ามีชุดความรู้แบบนี้ให้เรียน) หรือพอมาคิดว่าถ้าชีวิตไม่เคยไม่ผิดหวังในระบบการศึกษา สังคม วัฒนธรรม วิธีคิดของชนชั้นนำไทย เราก็คงไม่ได้ออกไปท่องโลกกว้างหรือตั้งคำถามกับชีวิตความเป็นอยู่ขนาดนี้
  • สรุป : เรารู้สึกว่าตอนเรียน คนชอบติดวิธีคิดว่า การเลือกเนี่ย มันคือการเลือกเป็นข้อสอบกากบาท ต้องเลือกอะไรสักอย่างในช้อยที่เขามีมาให้ หลายๆคนก็ใช้วิธีตัดช้อยที่ไม่ใช่ออกงี้ แต่ประเด็นคือชีวิตมันกว้างชิบหาย มันอาจจะมีตัวเลือกที่คนอื่นไม่รู้จักก็ได้ แล้วชีวิตก็ไม่ใช่ข้อสอบด้วย
  • ตอนนี้รู้สึกเหมือนเพิ่งเลือกหัวข้อทำวิจัยได้เท่านั้น ขั้นต่อๆ ไปก็คงหาช่องทางที่จะเรียนรู้และนำไปสู่ผลลัพธ์ให้ได้แหละนะ ทิ่มต่อไปวัยรุ่น *_*

 

 

After Thesis

บันทึกชีวิตหลังส่งทีสิสเสร็จหมาดๆ (เหลือทำเล่มดำ) มีความหยิ่งผยองในอารมณ์

  • ทีสิส จริงๆ สารภาพว่า คิดแบบคนขี้เกียจ เพราะอย่างน้อยคนรับผิดชอบมีเราคนเดียว เกรดก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร งานเชิงทักษะก็ไม่ได้อยากเคี่ยวเข็ญตัวเองให้ทำต่อเพราะชอบงานทำ Content กับบริหารมากกว่า ก็เลยเลือกทำงานที่ปกติไม่ค่อยได้ทำ คืองานที่ได้เล่าเรื่องตัวเอง เพราะช่วงปี 2-4 ต้องทำงานหาเงินเป็นหลัก มีสภาพเป็นนักเรียนพาร์ทไทม์ เอาแค่ทำใจไปเรียนไม่ให้ขาดเกิน / มีการบ้านไปส่งก็ลำบากแล้ว โอกาสเล่าเรื่องตัวเองนี่หายากกว่าโอกาสในการฝึกทักษะ
  • จริงๆ เลือกทำ MV เพลงนี้เพราะเป็นเพลงที่พี่ก๊อก แต่งจากคำที่เราเขียนในปี 2008  ทำขอบคุณพี่ก๊อกที่แต่งเพลงนี้ขึ้นมา (เล่าคร่าวๆคือตอน ม ต้น อีโมมากเรื่องปัญหาครอบครัว วาดรูปดาร์คๆ เขียนระบายเต็มไปหมด พี่ก๊อกมาเจอเลยเอาไปแต่งเพลง) ตอนแรกตีความเรื่องไว้เป็นเรื่องใหญ่ๆ จะสะท้อนให้ออกมาเป็นแนวสังคม การเมือง โลก แต่ได้ อ.พลอย ทักมาว่าจริงๆเราทำเรื่องที่เป็นของตัวเองก็ได้ เลยเลือกเรื่องที่เป็นรากของเพลงนั้นจริงๆ คือมันเป็นเพลงปลอบใจเด็กที่เก็บกดจากความขัดแย้งในครอบครัว (กูเอง)
  • แต่ถึงแม้จะอยากทำงานสนองนี้ดตัวเอง แต่พอทำถึง ต.2 ก็พบว่านี้ดที่กูมีเนี่ยคืออะไรที่กูไม่ถนัดทั้งนั้น แต่หลวมตัวทำไปแล้วก็ทำไป นี่คือสิ่งที่ไม่ถนัดแต่ต้องทำ
    • งานเล่าอารมณ์ : ปกติทำแต่พรีเซนเตชัน อินโฟกราฟิก มันเป็นงานเล่าเรื่องที่ logical มากๆ มีเหตุมีผลมี pattern  แต่ชิ้นนี้ลองทำแบบเล่าอารมณ์ล้วนๆ ซึ่ง พบว่ายาก
    • งานคราฟต์ : รู้สึกว่าตัวเองไม่ขยันคราฟต์เท่าเพื่อนๆ และไม่มีความสุขกับการคราฟต์ภาพ ปกติก็จะโกงด้วยการวาดให้ดูแน่นๆแล้วไปขยับใน AE แต่รอบนี้พยายามจะทำ frame by frame (ที่มาค้นพบอีกว่าไม่ถนัดเลยโว้ยยยย)
    • งานต่อเนื่อง : ปกติชอบทำงานจบเป็นชิ้นๆ เพราะถ้าทำอะไรยาวๆ ลายเส้นจะไม่นิ่ง โดดไปโดดมาตลอด การคุมโทนให้ทั้งงานดูเป็นงานเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ไม่ถนัด ในขณะที่การทำอนิเมชันต้องทำให้ทุกอย่างดูต่อเนื่องกัน
    • งานหลายนาที : เลยต้องโฟกัสเรื่องปริมาณงานด้วย เรื่องนี้ลงเอยด้วยการใช้เทคนิคโกงๆเยอะมาก
  • สิ่งที่ดี : พองานเสร็จ เหมือนได้เห็นตัวเองจากอีกมุม ทำไม first idea ถึงใช้ภาพแบบนี้แบบนั้น ทำไมช่วงแรกของเรื่องที่พูดถึงความเก็บกดเศร้าระทมถึงชัดเจนมากๆ แล้วทำไมช่วงที่ก้าวข้ามมาได้เนี่ยถึงดูแอ๊บแตก   // ก็เพราะมันเป็นยังงั้นในชีวิตจริงด้วย ช่วงระทมนี่กินเวลาไม่ต่ำกว่า 7 ปี แต่ช่วงเบิกบานเพิ่งจะเป็นเร็วๆนี้ ปีสองปีไม่เกิน ภาพมันเลยเบลอๆ ไม่เห็น structure ของอารมณ์ในหัว เพราะก่อนหน้านี้คิดไม่ออกจริงๆ ว่าเราจะกลับมามีความรักอย่างเต็มหัวใจได้ยังไง แต่มันมีว่ะ
  • เพิ่งรู้ตัวว่าสัญลักษณ์ในงานดูศาสนาคริสต์มาก TvT (พ่อเรานับถือคริสต์) อาจจะเป็นเพราะแนวคิดเรื่องความรักนี่แหละที่ยึดเหนี่ยวเราเอาไว้ ตอนนั้นสภาพความสัมพันธ์จะชิบหายขนาดไหน แม่ก็จะสอนให้เชื่อในความรัก
  • ชิวมาตลอดจนกระทั่งสัปดาห์สุดท้ายที่ต้อง lead รายการทีวีไปด้วยรายการนึง เป็นรายการที่บทบาทความรับผิดชอบสูงมาก เพราะเป็นเฮดของรายการจ้า ทุกคนรอการตัดสินใจของข้าพเจ้า ถ้าทำไม่ทัน ทำไม่ดี ความเสียหายที่เกิดจากความบกพร่องของเราน่าจะหลายแสน – พอเป็นงานทีวี มีนรก มีเวลาทำ 7 วัน คือส่งหลังทีสิส 2 วัน สติแตก เพราะก็อยากให้ทีสิสดี อยากให้งานรายการดี โชคดีที่ซ้อนกันแค่สัปดาห์สุดท้าย
  • วันส่งทีสิสร้องไห้ตลอดเช้า ทำไปร้องไห้ไป เครียดเรื่องทำรายการ บ่ายๆขับรถไปส่งงาน กลับบ้านมาปั่นรายการต่อ แต่โล่งขึ้นมาก อารมณ์แบบหมดแล้วโว้ย กลับไปปั่นงานต่อรัวๆ
  • วันพรีเซ้นก็ยังคงปั่นงานรายการต่อรัวๆ แต่โมเม้นตอนพรีเซ้นและหลังพรีเซ้นนี่น่าจดจำ
  • ฟีดแบกรอบนี้โดยรวมคือ
    – มีเรื่องที่เราประมาทจริงๆ (สีออกจอใหญ่เพี้ยน คนดูไม่สังเกต แต่เราสังเกต) ปริ้นโปสเตอร์ออกมาแล้วตัวหนังสือที่ทำจางๆ มันจางไป
    – มีเรื่องที่ดีได้กว่านี้ เช่น คอมโพสโปสเตอร์ ถ้ามีเส้นนำสายตาอีกหน่อยก็จะสื่อสารขึ้น สวยขึ้น
    – มีเรื่องที่ทำได้ดีขึ้น แต่ก็พลาดมาตั้งแต่ตอนวางแผนสตอรี่บอร์ด คือเรื่องการ Hold อารมณ์คนดูให้อยู่ใน 5 นาทีอย่างมีคุณภาพ มันก็ดีแบบเรื่อยๆ แต่จบไม่พีค // อันนี้เกี่ยวกับทักษะการผลิตด้วย เพราะเป็นคนวาดมุมแปลกๆไม่เก่งเลยไม่กล้าวาด ถ้าวาดเก่งกว่านี้ เร็วกว่านี้ ก็น่าจะดีขึ้น (ต้องใช้เวลาฝึกฝน เห้อ)
  • อยู่ๆก็เข้าใจอาจารย์มากขึ้น ว่าการมองงานในฐานะ design study เนี่ย ก็คือการพยายามผลักความสามารถตัวเองออกไป ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เลยไม่แปลกที่งานจะไม่มีจุดพอใจซักที ซึ่งอาจารย์ก็ช่วยเราทำหน้าที่นั้น // ต่างจากการทำงานหาเงิน ที่เป้าหมายคือการบาลานซ์ระหว่างคุณภาพงานกับความคุ้มทุน
  • ซึ่งความทำให้พอดีทุนเนี่ย ติดเป็นสันดานไปแล้ว
  • อาจารย์ที่สนิทก็เหมือนจะรู้ 55555 คือ อ. อื่นๆก็จะทักเรื่องเชิงเทคนิค แต่คนที่สนิทมักจะทักโดยใช้เซนส์  เช่น อ.โชติหลังไมค์มาบอกว่าดูแล้วเฉยๆ เหมือนนานาน่าจะทำได้พีคกว่านี้ / อ.โจ้ ที่มาเม้นเฟซบุคว่าจริงๆคุณมีอะไรพิเศษแต่ชอบหาทางลัด / อันนี้สะเทือนใจกว่าโดนทักเรื่องเทคนิค รู้สึกว่าถูกจับได้ 55555
  • โดยรวมก็พอใจกับทีสิส อยู่ในมาตรฐานที่กะเอาไว้ ในขอบเขตเวลาที่มี ความสามารถที่มี และภาระอื่นๆนอกจากการเรียนในโรงเรียน // มีโมเม้นที่แอบคิดว่า งานคงดีกว่านี้ถ้าเลือกทำอะไรที่ถนัด เช่นงานสั้นลง ใช้เทคนิคที่ง่ายขึ้น แต่คิดอีกทีก็ดีแล้วที่ได้ลองทำสิ่งที่หาโอกาสทำได้ยาก เอาจริงๆ ก็เป็นการให้ความมั่นใจตัวเองด้วยว่าทำงานที่ออกมาจากตัวเองบ้างก็ดี
  • พอส่งทีสิสเสร็จ ส่งรายการเสร็จ ก็มีไฟจะทำงานตัวเองหลังเรียนจบเฉยเลย อยู่ๆก็เลิกสับสนระหว่างงานได้เงินกับงานสนองนี้ด เพราะถ้าอยู่ในจุดที่งานได้เงินมีรายได้เยอะพอ ก็จะเลือกได้มากขึ้นว่าอยากใช้เวลาทำอะไร (Maslow) – บังเอิญว่ามาถึงจุดนี้ตอนเรียนจบพอดี คือรู้สึกว่า งานเงินอยู่ในจุดที่เลือกได้ เรียนไปทำงานไปก็ทำมาแล้ว ก็น่าจะทำเงินกับทำสิ่งที่อยากทำพร้อมกันได้นะ
  • และแม้จะเกลียดความสามารถของตัวเองในการทำทีสิส แต่ก็รักงานชิ้นนี้เพราะมันเป็นเรื่องของเรา ๕๕๕๕๕ ดีใจมากๆที่เลือกทำทางนี้ เพราะตลอด 2 ปีที่ทำงานมา ไม่มีโอกาสทำงานเล่าเรื่องตัวเองในงานจ้างเลย อันนี้ต้องขอบคุณ อ.พลอยแรงๆ คนที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษก็จะเป็นแก๊ง อ.ธนาธร อ.โจ้ อ.โชติ ที่ไม่เคี่ยวเข็ญเราไปในทางที่ไม่อยากไป และก็ดูเข้าใจมากๆว่าเรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่
  • ซึ่งตลอดชีวิตการศึกษาที่ผ่านมา ถ้ามีไรอยากบอกอาจารย์ ก็จะบอกว่าอาจารย์ที่เข้าใจเราสำคัญมาก เพราะการทำให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานเนี่ยไปหาเอาที่ไหนก็ได้ (ถ้าไม่ได้เป็นเรื่องที่เฉพาะตัวคนสอนจริงๆ) อย่างวิชาเพนท์ของ อ.สุพจน์ ก็ดีใจที่ลงเรียน เรื่องเทคนิคก็ได้ แต่ที่น่าจดจำคือ อ.ทำให้เรากลับมาชอบการวาดรูปเล่นอีกครั้ง หลังจากที่เลิกๆไป
  • สรุปแล้ว ก็เป็นทีสิสที่คู่ควรแก่การเป็นงานจบจริงๆ ถ้าไม่นับเรื่องการแสดงความสามารถ อย่างน้อยสำหรับคนที่เกือบๆจะลาออกหลายครั้ง เล่าเรื่องการเดินทางครั้งสำคัญของชีวิตนี่แหละถูกต้องแล้ว
  • พี่ก๊อก – มันเป็น Special Flight จริงๆพี่